ปลอดภัยไว้ก่อน

คุณสามารถค้นหาข้อมูลสำหรับดูแลสุขภาพทางเพศของคุณเองและคนที่คุณมีเซ็กด้วย

ไม่ว่าคุณจะเป็นรุก รับ หรือโบท ต้องใช้ถุงยางอย่างถูกวิธีร่วมกับเจลหล่อลื่นชนิดน้ำเพื่อป้องกันตัวคุณจากเอชไอวี ถุงยางอนามัยเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เชื้อเอชไอวีที่อยู่ในสารคัดหลั่งของคนที่มีเชื้อ (น้ำอสุจิ หรือเมือกในทวารหนัก) เข้าสู่ร่างกายผ่านเยื่อบุในทวารหนัก หนังหุ้มปลาย ท่อปัสสาวะ และบริเวณหัวอวัยวะเพศ

ขั้นที่ 1: ใส่ถุงยางตอนจู๋แข็งเต็มที่ ใช้มือค่อยๆฉีกถุงยางออกจากซอง ห้ามใช้ฟันฉีกเพราะอาจพลาดทำให้ถุงยางรั่วหรือฉีกขาดได้ ใช้นิ้วบีบปลายถุงยางเพื่อไล่อากาศแล้วสวมลงตรงหัว การรูดถุงยางจนสุดแล้วใส่เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องเพราะอาจทำให้ถุงยางฉีกขาด

ขั้นที่ 2: ค่อยๆรูดถุงยางลงจนถึงโคน การรูดให้ชิดโคนให้มากที่สุดช่วยให้ถุงยางไม่หลุดขณะมีเพศสัมพันธ์ จากนั้นทาเจลหล่อลื่นชนิดน้ำให้ทั่วถุงยาง และอย่าลืมลงเจลที่ตูดฝ่ายรับให้ชุ่มด้วย

ขั้นที่ 3: เช็คความเรียบร้อยถุงยางเป็นระยะระหว่างมีเซ็กส์ ดูให้แน่ใจว่าไม่หลุด ไม่รั่ว ไม่ขาด ถ้าเอานานควรเพิ่มเจลบ่อยๆ เวลาเอาจู๋ออกให้กำรอบโคนเพื่อให้ถุงยางออกมาพร้อมกัน และต้องเอาออกตอนจู๋ยังไม่อ่อน"

ประสิทธิภาพในการป้องกันของถุงยางลดลง เมื่อ:

  • ใส่ไม่ถูกวิธี
  • รูดถุงยางจนสุดแล้วใส่
  • ใช้ของเหลวที่มีส่วนผสมของน้ำมัน ครีม โลชั่น หรือแชมพู เป็นสารหล่อลื่นขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ใช้สารหล่อลื่นน้อยเกินไป
  • ใช้สารหล่อลื่นในบริเวณที่ไม่ควรใช้ เช่น ทารอบจู๋ก่อนใส่ถุงยาง ไม่ทาสารหล่อลื่นบริเวณรอบๆและด้านในรูตูด
  • มีเซ็กนานและไม่เปลี่ยนถุงยาง
  • ใช้ถุงยางหมดอายุ (อย่าลืมตรวจสอบวันหมดอายุบนซองถุงยางก่อนใช้ทุกครั้ง)
  • ใช้ถุงยางผิดขนาด

คลินิกที่ให้บริการตรวจเอชไอวีส่วนใหญ่จะมีถุงยางแจกฟรีให้ผู้เข้ารับบริการ หรือสามารถซื้อได้ทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาร์เกต (บิ๊กซี, ท้อปส์) ร้านขายยา

คำถามเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อย (คลิ๊กที่คำถามเพื่ออ่านคำตอบ)

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หมายถึงโรคที่ติดต่อกันได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันหรือการสัมผัสทางเพศกับผู้ติดเชื้อ การติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จะเพิ่มความเสี่ยงสูงต่อการได้รับเชื้อ HIV ด้วย

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งไม่แสดงอาการ หากสงสัยว่าอาจได้รับเชื้อมา ต้องเข้ารับการตรวจที่คลินิกจึงจะทราบแน่ชัดว่าเป็นเชื้อชนิดใด โดยทั่วไปในเพศชายมักมีอาการต่อไปนี้:

  1. มีน้ำเหลืองหรือหนองออกมาจากปลายอวัยเพศหรือทวารหนัก
  2. ปวดหรือแสบเวลาปัสสาวะ
  3. คัน ปวดระบม หรือบวมแดงบริเวณรอบองคชาติหรือด้านในหนังหุ้ม ปลาย
  4. มีตุ่ม แผลเปื่อย หรือก้อนเนื้อบริเวณอวัยวะเพศ

ขอย้ำอีกครั้งว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ หากสงสัยว่าได้รับเชื้อต้องไปตรวจเพื่อวางแผนการรักษา

สามารถตรวจพบการระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ทั่วไปตามเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะโรคซิฟิลิสและหนองใน

ผู้ป่วยซิฟิลิสมักมีอาการปวดบริเวณที่ติดเชื้อ เช่น ทวารหนัก ลำไส้ตรง ภายในหรือรอบ ๆ ปาก เชื้อติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับบริเวณที่ติดเชื้อ

การติดเชื้อหนองในมักเกิดบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก และช่องปากคอ ติดต่อกันได้โดยการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก และ/หรือปากกับผู้ติดเชื้อ

หากสงสัยว่าอาจได้รับเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ แม้ร่างกายจะยังแข็งแรงก็ควรเข้ารับการตรวจหากคิดว่าได้รับเชื้อมา และควรงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรู้ผลตรวจ
คลิ๊กที่นี่เพื่อดูรายชื่อคลินิกตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกรุงเทพมหานคร

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่รักษาง่าย และใช้วิธีรักษาแตกต่างกันไปตามประเภทของเชื้อ เช่น ยาเม็ด โลชั่นยา หรือ การฉีดยาฆ่าเชื้อ พึงระลึกไว้เสมอว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต้องเข้ารับการรักษา ตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัดตั้งแต่เริ่มจนสิ้นสุดกระบวน การรักษางดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่รับการรักษาเพราะอาจ เพิ่มความเสี่ยงในการรับเชื้อตัวเดิมซ้ำหรือแพร่เชื้อให้กับคู่นอน

มีหลายวิธีที่สามารถลดความเสี่ยงในการรับเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ วิธีที่ง่ายและเป็นที่นิยมคือการใช้ถุงยางและสารหล่อลื่นชนิดน้ำทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ทั้งทางปากและทางทวารหนัก พึงจำไว้ว่าการกินยา PrEP ไม่ช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์​

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางโรค เช่น ซิฟิลิส งูสวัดหรือเริม จะทำให้เกิดแผลบริเวณอวัยวะสืบพันธ์หรือปาก เมื่อสัมผัสเชื้อ HIV แผลเหล่านี้จะเป็นช่องทางให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะส่งเซลล์บางประเภทไปทำลายเชื้อโรคเหล่านั้น ขณะที่ระบบภูมิคุ้มกันกำลังกำจัดเชื้อโรค อาจรับไวรัส HIV เข้ามาได้ง่ายขึ้น

​​ยา PrEP ไม่ช่วยป้องการการติดต่อเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ วิธีที่จะป้องกันได้ดีที่สุดคือการใช้ถุงยางขณะมีเพศสัมพันธ์ทางปากและทางทวารหนัก​

กินยาเพร็พวันละ 1 เม็ดทุกวัน ช่วยป้องกันเชื้อเอชไอวี อ่านคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาเพร็พ ดังนี้

ยาเพร็พ (PrEP) หรือยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ (Pre-Exposure Prophylaxis) เป็นรูปแบบใหม่ของการป้องกันการรับเชื้อเอชไอวีโดยการให้ยาต้านแก่ผู้ที่ไม่มีเชื้อเอชไอวีเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อในกรณีที่มีการสัมผัสเชื้อ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการป้องกันเอชไอวีที่มีประสิทธิภาพ

คลิ๊กเพื่อชมวิดีโอความรู้เรื่องยาเพร็พ

ยาเพร็พเป็นตัวเลือกในการป้องกันที่อาจไม่ได้เหมาะสำหรับทกคน ส่วนใหญ่ใช้ในกลุ่มผู้ชาย ผู้หญิง และผู้หญิงข้ามเพศที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีและสามารถกินยาทุกวันอย่างเคร่งครัด

คำถามต่อไปนี้ช่วยประเมิณว่าคุณเหมาะที่จะใช้ยาเพร็พหรือไม่

  • คุณใช้ถุงยางเป็นบางครั้งหรือไม่ใช้เลยเวลามีเพศสัมพันธ์หรือไม่?
  • คุณติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งใช่ไหม?
  • คุณกินยาเป๊ป (ยาป้องกันหลังการสัมผัสเชื้อ) มากกว่า 1 ครั้งในรอบปีที่ผ่านมาหรือไม่?
  • คุณไม่มีเอชไอวี และมีแฟนหรือคู่รักที่มีเอชไอวีใช่หรือไม่?
  • คุณตกลงกับแฟน/คนรักว่าจะมีความสัมพันธ์แบบเปิด หรือคุณเปลี่ยนคู่นอนบ่อยใช่หรือไม่?
  • คุณไม่รู้สถานะเอชไอวีของคนที่คุณมีเพศสัมพันธ์ด้วยใช่หรือไม่?
  • คุณมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มาจากเมืองหรือพื้นที่ที่มีผู้มีเชื้อเอชไอวีจำนวนมากใช่หรือไม่?

เราไม่ได้จ้องจับผิดว่าใครใช้หรือไม่ใช้ถุงยาง การตัดสินใจใช้หรือไม่ใช้ถุงยางเมื่อกินยาเพร็พแล้วขึ้นอยู่กับคุณและคู่ของคุณที่ควรร่วมกันตัดสินใจว่า “ต้อง” ใช้ถุงยางอยู่หรือไม่ ถุงยางอนามัยเป็นเครื่องมือป้องกันเอชไอวีที่มีประสิทธิภาพ แต่ในทางปฏิบัติ การใช้ถุงยางทุกครั้งกับทุกคนอาจทำได้ยาก ยาเพร็พจึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกใหม่ที่ในการป้องกันเอชไอวี

แม้ว่ายาเพร็พจะช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้แต่ก็ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม ซิฟิลิส ถุงยางอนามัยยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

ไม่จำเป็น หลายคนมีวิถีชีวิตทางเพศที่ทำให้เสี่ยงต่อเอชไอวีมากหรือน้อยไม่เท่ากัน การเลือกกินยาเพร็พในช่วง “ขาขึ้น” เช่น เทศกาลสงกรานต์ สามารถทำได้ ส่วนในช่วงอื่นๆที่ความเสี่ยงน้อยลงอาจเลือกใช้การป้องกันด้วยวิธีอื่น เป็นต้น เช่น หากคุณเริ่มกินยาเพร็พเพราะคุณเปลี่ยนคู่นอนบ่อยโดยที่ไม่รู้สถานะเอชไอวีของคู่นอน ต่อมาคุณเจอคนที่ใช่และตัดสินใจเริ่มความสัมพันธ์กับแฟนที่มีผลเลือดเป็นลบเช่นเดียวกับคุณ เมื่อความเสี่ยงลดลง ก็สามารถหยุดยาเพร็พได้

เมื่อเรากินยาเพร็พเข้าไป ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการออกฤทธิ์ป้องกันในร่างกาย ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าระยะเวลาตั้งแต่เริ่มกินยาเพร็พจนกระทั่งออกฤทธิ์ป้องกันควรเป็นเท่าใด ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา โดยทั่วไปในกลุ่มเกย์/ชายรักชาย ยาเพร็พจะออกฤทธิ์ป้องกันบริเวณเนื้อเยื่อในช่องทวารหนักหลังจากที่กินยาครบและต่อเนื่องประมาณ 7 วัน

"การท้าทายของกินยาเพร็พคือต้องกินให้ครบและกินทุกวัน แต่เมื่อเรากินเป็นประจำไปสักช่วงหนึ่ง การกินยาเพร็พจะกลายเป็นเรื่องง่าย หากลืมกินยา 1 เม็ดในช่วงเวลาที่กำหนด ให้กินยาเม็ดนั้นทันทีที่นึกได้และกินในวันเดีวกัน หากคุณเลือกกินยาเพร็พตอนกลางคืนแล้วลืม สามารถนำยามากินพร้อมมื้อเช้าได้ อย่างไรก็ตาม ยาเพร็พต้องกินให้ครบและกินตรงเวลาทุกวัน ไม่ควรลืมกินยา/กินยาเกินเวลาที่กำหนด

การตั้งเวลากินยาเพร็พมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่กิน เช่น หากเลือกกินยาตอนเช้าหรือตอนเย็น อาจวางยาเพร็พไว้ใกล้ๆกับแปรงสีฟันที่เราต้องใช้เป็นประจำทุกวันเช้า-เย็น การตั้งเตือนเวลากินยาในโทรศัพท์มือถือก็เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเช่นกัน

ระลึกไว้เสมอว่าหากกินยาไม่ตรงเวลา ยาก็ออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ ช่วงเริ่มกินยาอาจต้องใช้หลายวิถีช่วยเตือนให้กินยาตรงเวลาและเมื่อกินประจำจนเป็นกิจวัตร การกินยาให้ตรงเวลาจะเป็นเรื่องง่ายขึ้น หากคุณมีปัญหาในการกินยาให้ตรงเวลา ควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือคนที่เคยกินยาเพร็พเพื่อขอคำแนะนำ"

หากต้องการเริ่มกินยาเพร็พ คุณต้องเข้ารับการตรวจเอชไอวีและมีผลเลือดเป็นลบเท่านั้น หากคุณเริ่มกินยาเพร็พเมื่อมีเชื้อเอชไอวีในร่างกายแล้วจะทำให้ไวรัสดื้อยาและอาจส่งผลให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสยุ่งยากขึ้น

ในช่วงที่กินยาเพร็พอยู่ คุณควรตรวจเอชไอวีทุกๆ 3 เดือน เพื่อดูว่ายาเพร็พเป็นวิธีการป้องกันเอชไอวีที่เหมาะกับคุณหรือไม่

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นในระยะ 2-3 สัปดาห์หลังจากเริ่มกินยาเพร็พ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เมื่อยล้า เวียนหัว ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่พบได้ทั่วไปในผู้ที่เริ่มกินยาเพร็พ (start-up syndrome) และจะค่อยๆหายไปเอง

มีรายงานว่าอาสาสมัครหลายคนที่ร่วมการทดลองกินยาเพร็พมีความดันเลือดสูงขึ้นและอาจส่งผลต่อการทำงานของไต ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่ไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า ผู้ที่กินยาเพร็พต่อเนื่องควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ พบว่าอาสาสมัครหลายคนในโครงการวิจัยยาเพร็พมีความหนาแน่นมวลกระดูกลดลงภายในเวลา 1 เดือนหลังจากเริ่มกินยาเพร็พ อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงของความหนาแน่นมวลกระดูกเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยไม่ลุกลามในระยะยาวและไม่เพิ่มความเสี่ยงจากกระดูกร้าว

ไม่พบความแตกต่างของประสิทธิภาพของยาเพร็พในคนกินยาเพร็พที่ใช้ยาเสพติดเป็นบางโอกาสกับคนที่ไม่ใช้ยาเสพติดเลย อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยประวัติการใช้ยาเสพติดแก่แพทย์ก่อนเริ่มใช้ยาเพร็พ และเมื่อรับยาเพร็พต่อเนื่องก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันผลกระทบไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งที่คุณควรตระหนักอยู่เสมอคือ ยาเพร็พจะมีประสิทธิภาพน้อยลงหรือไม่มีประสิทธิภาพเลยหากคุณไม่รับประทานยาติดต่อกันทุกวัน ในกลุ่มคนที่ใช้ยาเสพติดหรือเข้าร่วมไฮ-ฟันเป็นเวลานาน มักพบว่าไม่สามารถกินยาทุกวันอย่างเคร่งครัดได้

คนไทยและชาวต่างชาติสามารถรับยาเพร็พได้ที่คลินิกสุขภาพเกย์/ชายรักชายทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด โดยผู้รับบริการเสียค่าใช้จ่ายด้วยตนเองในราคาไม่แพง คลิ๊กที่นี่ เพื่อค้นหาคลินิกยาเพร็พใกล้บ้านคุณ

คนไทยและชาวต่างชาติสามารถซื้อยาเพร็พได้ในราคาไม่แพง เริ่มตั้งแต่ 900 บาทต่อเดือน ค่าใช่จ่ายอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเริ่มกินยาเพร็พ ได้แก่ ค่าบริการตรวจเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และค่าบริการตรวจการทำงานของไต

คำเตือน - เนื้อหาเกี่ยวกับยาเพร็พบนเวบไซต์ TestBKK เป็นเพียงข้อมูลทั่วไปและไม่ใช่ข้อคิดเห็นทางการแพทย์ หากต้องการเริ่มยาเพร็พควรปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลผู้ให้คำปรึกษาโดยตรง

หากคุณเพิ่งมีความเสี่ยงมาและคิดว่าอาจได้รับเชื้อเอชไอวี รีบกินยาเป๊ปเพื่อลดโอกาสการติดเขื้อ- เสี่ยงปุ๊บ กินยาเป๊ป!

ยาเป๊บ (PEP) หรือยาป้องกันหลังการสัมผัสเชื้อ (Post Exposure Prophylaxis) เป็นยาต้านไวรัสที่ช่วยลดโอกาสในการสร้างไวรัสเอชไอวีในร่างกายหลังจากสัมผัสเชื้อ

ผู้ที่เพิ่งมีความเสี่ยงหรือคิดว่าอาจได้รับเชื้อเอชไอวีจะต้องเริ่มรับประทานยาเป๊บให้เร็วที่สุด ภายใน 72 ชั่วโมงหลังการสัมผัสเชื้อ ยิ่งเริ่มใช้ยาเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการป้องกันการติดเชื้อก็มีมากขึ้นเท่านั้น และจะต้องกินวันละครั้งติดต่อกัน 4 สัปดาห์ หากกินยาถูกวิธี ยาจะมีประสิทธิภาพมาก แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะป้องกันการติดเชื้อได้ 100%

ยาเพร็พและยาเป๊บเป็นยาคนละชนิดกัน ยาเป๊บคือยาป้องกันการติดเชื้อที่ต้องกินภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อเอชไอวี และจะต้องกินติดต่อกันนาน 28 วัน

ส่วนยาเพร็พเป็นยาป้องกันสำหรับผู้มีผลเลือดลบที่ต้องกินวันละเม็ดทุกวันก่อนสัมผัสเชื้อเอชไอวีเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และยาจะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันเชื้อเอชไอวีเมื่อกินอย่างน้อย 7 วัน

ถ้าคุณไม่ใช่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือไม่รู้สถานะเลือดของตัวเอง และภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมงที่ผ่านมาคุณ:

  1. คิดว่าตัวเองอาจได้สัมผัสเชื้อเอชไอวีขณะมีเซ็กส์ (เช่น มีเซ็กส์แบบไม่ป้องกันกับคนที่มีผลเลือดบวก หรือไม่รู้สถานะเลือดของคู่นอน ถุงยางหลุด ถุงยางแตก เป็นต้น) หรือ
  2. ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น หรือ
  3. ถูกกระทำชำเราทางเพศ

คุณควรรีบติดต่อคลินิกที่ร่วมกับTestBKK หรือห้องฉุกเฉินในสถานพยาบาลเพื่อขอรับยาเป๊บทันที

ยาเป๊บใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้นและต้องเริ่มกินภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากมีความเสี่ยงหรือคิดว่าได้รับเชื้อเอชไอวี

ยาเป๊บไม่สามารถใช้แทนการป้องกันเชื้อเอชไอวีรูปแบบอื่น ๆ เช่น

ยาเป๊บเป็นยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีที่มีประสิทธิภาพ แต่ไม่สามารถป้องกันได้ 100% ดังนั้นคุณจึงยังต้องใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างที่กินยาเป๊บด้วย เพื่อป้องกันการสัมผัสเชื้อเอชไอวี รวมทั้งลดโอกาสแพร่เชื้อเอชไอวีให้คนอื่นหากคุณติดเชื้อระหว่างกินยาเป๊บ

ยาเป๊บต้องเริ่มรับประทานภายใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสเชื้อ ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ ยิ่งได้ผลเท่านั้น

การเริ่มกินยาให้เร็วที่สุดหลังมีความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อเอชไอวีเป็นเรื่องสำคัญ ผลการวิจัยระบุว่า ยาเป๊บจะมีประสิทธิภาพน้อย หรือไม่ได้ผลเลยในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหากกินช้ากว่า 72 ชั่วโมงหลังการสัมผัสเชื้อ

ในการกินยาเป๊บ จะต้องกินวันละเม็ดทุกวันติดต่อกัน 4 สัปดาห์

กินยาช้าก็ดีกว่าไม่กินเลย แต่ถ้าคุณลืมกินยาเป๊บหรือกินยาไม่ครบโดส ควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรเพิ่มขนาดยาครั้งต่อไปด้วยตัวเอง

ยาเป๊บเป็นยาที่ปลอดภัยแต่มีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก บางรายอาจมีอาการท้องเสีย ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน และอิดโรย อาการเหล่านี้ไม่เป็นอันตรายและสามารถรักษาได้

ไม่พบความแตกต่างของประสิทธิภาพของยาเป็บในคนกินยาเป็บที่ใช้ยาเสพติดเป็นบางโอกาสกับคนที่ไม่ใช้ยาเสพติดเลย อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยประวัติการใช้ยาเสพติดแก่แพทย์ก่อนรับยาเป็บ ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันผลกระทบไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งที่คุณควรตระหนักอยู่เสมอคือ ยาเป็บจะมีประสิทธิภาพน้อยลงหรือไม่มีประสิทธิภาพเลยหากคุณไม่รับประทานยาติดต่อกันทุกวัน ในกลุ่มคนที่ใช้ยาเสพติดหรือเข้าร่วมไฮ-ฟันเป็นเวลานาน มักพบว่าไม่สามารถกินยาทุกวันอย่างเคร่งครัดได้

ควรใช้ยาเป๊บแค่ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น

ยาเป๊บไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อเอชไอวีเป็นประจำ เช่น ไม่ได้กินยาเพร็พและมักมีเซ็กส์แบบไม่ใส่ถุงยางกับคู่นอนที่มีผลเลือดบวก หรือกับคนที่คุณไม่รู้สถานะเลือด

ถ้าคุณมีพฤติกรรมดังกล่าว ควรพิจารณาการใช้ถุงยางอนามัยเสมอ และ/หรือกินยาเพร็พ (ยาต้านไวรัสก่อนสัมผัสเชื้อ) จะดีกว่า

ยาเพร็พ เป็นยาต้านเชื้อเอชไอวีที่ต้องกินเป็นประจำทุกวันเพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ ศึกษาข้อมูลและสถานที่ที่ขอรับยาเพร็พได้ ที่นี่

คุณสามารถติดต่อขอรับยาเป๊ปจาก คลินิคที่ร่วมกับ TestBKK หรือแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลต่าง ๆ คุณควรติดต่อไปทันทีหากคิดว่าตัวเองเพิ่งสัมผัสเชื้อเอชไอวี แพทย์จะประเมินความเสี่ยงก่อนเริ่มการรักษา ดังนั้น คุณต้องตอบคำถามและเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จะไม่มีใครตัดสินคุณ แต่แพทย์จะช่วยและทำให้คุณสบายใจที่สุด

ราคาของยาเป๊บสำหรับรับประทานต่อเนื่องอย่างน้อย 28 วันอยู่ที่ประมาณ 1,500 – 3,000 บาทต่อคอร์ส ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาลที่ซื้อและยี่ห้อของยา หลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ครอบคลุมยาเป๊บ

ห้าม?หรือทำได้? เมื่อไฮ-ฟัน

ใครๆก็ชอบปาร์ตี้ เพราะสนุก ได้ปลดปล่อย แถมยังได้เจอเพื่อนใหม่ๆ แต่อีกด้านของปาร์ตี้คือจุดรวมของความเสี่ยง โดยเฉพาะยาและสารกระตุ้นอื่นๆ ปาร์ตี้เป็นการสังสรรค์ที่แม่ใครก็ไม่ปลื้ม

ยาที่ใช้เวลาปาร์ตี้/เที่ยวกลางคืนส่วนใหญ่ช่วยเพิ่มความกล้า เพิ่มความรู้สึกสนุกและการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ขณะเดียวกันยาบางตัวช่วยลดความเจ็บปวด ทำให้รู้สึกสบายตัว และมักใช้ระหว่างมีเพศสัมพันธ์ (ที่มักลากยาวหลายชั่วโมง) การใช้ยาเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเขื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต:

TestBKK มีข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ชอบปาร์ตี้/เที่ยวกลางคืนหรือไฮ-ฟัน:

1. ระลึกอยู่เสมอว่าการใช้ยามีความผิดและอาจถูกดำเนินคดีได้ การตัดสินใจใช้ยาต้องคำนึกถึงผลกระทบให้รอบด้าน รวมถึงตัวคุณเองและคนในครอบครัวหากคุณถูกดำเนินคดี

2. ใช้ยากับเพื่อน/คนที่ไว้ใจเท่านั้น การใช้ยากับคนที่ไม่รู้จักเป็นเรื่องไม่ปลอดภัย หากคุณมีแฟน/คู่รัก การใช้ยาขณะมีเพศสัมพันธ์ควรเป็นการตัดสินใจร่วมกันเพื่อหาข้อตกลงว่าอะไรทำได้ ทำไม่ได้ระหว่างมีเซ็ก ต้องทำตอนสติสัมปชัญญะครบถ้วนทั้งสองคน

3. อย่าใช้ยาบ่อยเกินไป เพื่อป้องกันอาการซึมเศร้า เบื่ออาหาร น้ำหนักลด และภาวะพึ่งพิงยา ลองกลับไปมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่มียาเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง เริ่มออกเดท หรือทำกิจกรรมสันทนาการอื่นๆที่ไม่มีเรื่องเพศมาเกี่ยวข้อง

4. อย่าใช้ยาติดต่อกันโดยไม่ได้พักผ่อน หากเล่นยาวโดยไม่ได้พักผ่อน เมื่อเข้าวันที่สองมักเริ่มมีอาการหวาดระแวง ประสาทหลอน และอาจร้ายแรงจนถึงขั้นทำร้ายตัวเองและคนรอบข้าง หากรู้สึกไม่ไหวควรเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

5. ห้ามใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น และใช้เข็มใหม่ทุกครั้ง

6. ห้ามให้คนอื่นฉีดยาให้ถ้าคุณไม่มีความรู้เรื่องการฉีดยาที่ถูกต้องและปลอดภัย หากไม่รู้วิธีการฉีดยาที่ถูกต้องและปลอดภัย ควรเริ่มหาข้อมูลจากคนที่รู้จักและไว้ใจ หรือหาข้อมูลจากเวบไซท์

7. ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงตรวจเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบซี เพราะความเสี่ยงต่อการรับเชื้อเหล่านี้เพิ่มขึ้นจากการไฮ-ฟัน หากคุณมีผลเลือดเป็นลบแต่เพิ่งไฮมาเมื่อ 72 ชั่วโมงที่แล้วและคิดว่าตัวเองเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี สามารถขอข้อมูลยาเป๊ปจากคลินิกที่ร่วมกับ TestBKK เพื่อขอรับยาเป๊ปโดยเร็วภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากสัมผัสเชื้อ

8. กินยาเพร็พเพื่อช่วยเสริมการป้องกัน ยาเพร็พเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการป้องกันเอชไอวีที่มีประสิทธิภาพ โดยการให้ผู้ที่มีผลเลือดลบกินยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการติดเชื้อเอชไอวีเมื่อมีการสัมผัสเชื้อ หากกินยาเพร็พอย่างเคร่งครัดตรงเวลาและกินอย่างต่อเนื่องจะสามารถลดการติดเชื้อเอชไอวีได้ถึง 92% ถ้าคุณชอบไฮ ยาเพร็พเป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกันหากคุณไฮจนลืมใส่ถุงยาง อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับยาเพร็พ ที่นี่

9. ใช้เวลาตอนเย็น/วันหยุด/วันว่าง ทำกิจกรรมใหม่ๆ คุณอาจพบความสุขแบบใหม่โดยไม่ต้องใช้ยาก็ได้ มี กีฬาแปลกใหม่และกิจกรรมสันทนาการในกรุงเทพฯ ที่เราอยากให้คุณและเพื่อนๆได้ลอง

ถ้าคุณหรือเพื่อนมีปัญหาจากการใช้ยาเสพติด สามารถขอรับความช่วยเหลือได้ที่:

  • โรงพยาบาลธัญญารักษ์ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์ ซึ่งช่วยเหลือผู้ติดยาเสพติดด้วยการจัดโปรแกรมบำบัดรักษาและฟื้นฟูอย่างหลากหลาย
  • สมาคมผู้ติดยาเสพติดนิรนาม กลุ่มผู้ติดยาเสพติดที่กำลังฟื้นสภาพอยู่
  • มาพบกันเป็นประจำเพื่อช่วยเหลือกันและกันให้หยุดใช้ยาเสพติด
  • มูลนิธิโอโซน ศูนย์บริการด้านข้อมูลและกิจกรรมสำหรับเพื่อนผู้ใช้ยาและผู้ที่กำลังเลิกใช้ยา ให้ได้เข้ามาพักผ่อน หาข้อมูลความรู้ในการดูแลตัวเอง และร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อสังคม