HIV ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของชีวิต เพียงเข้าใจและคิดที่จะพร้อมอยู่กับมัน

ย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปีก่อน ตอนที่ผมอายุ 16 ปี ผมได้รู้จักกับความรักและการมีเพศสัมพันธ์เป็นครั้งแรก ก่อนหน้านั้นผมเป็นเด็กชายที่อ้วนมาก ไม่ได้ดูดีอะไร และไม่เคยมีใครมาสนใจผมเลย ผมรู้จักแค่เพียงคำว่า "แอบรัก" มาโดยตลอด แต่หลังจากนั้นผมก็ผอมลงอย่างมาก โตขึ้น และมีเสน่ห์มากขึ้น จนทำให้ดึงดูดความสนใจของใครหลายๆ คนไม่น้อย

ด้วยความที่ผมอยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่เลี้ยงแบบอิสระ สามารถทำตามใจตัวเองได้มากพอสมควร จึงทำให้ผมได้มีโอกาสเริ่มรู้จักกับคนแปลกหน้ามากขึ้นผ่านทางโลกอินเตอร์เน็ตและจากภายนอก ได้ออกไปพบปะผู้คนมากขึ้น และมีเพศสัมพันธ์กับหลายๆ คนมากขึ้นด้วย จนทำให้ผมลืมคำว่า " แอบรัก " ไปโดยปริยาย โดยที่ผมต้องออกไปกับคนอื่นหลายครั้งนั้นเพียงเพราะแค่ว่าผมมีความหวังที่จะได้พบคนดีๆ สักคน และทุกๆ คนที่เข้ามาในชีวิตตอนนั้นต่างก็ดึงดูดทั้งหัวใจและอารมณ์ทางเพศอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยความที่ผมยังเด็ก ยังไม่มีประสบการณ์ที่จะรับมือกับผู้คน รวมทั้งหลงคารมและคล้อยตามคนอื่นได้อย่างง่ายดายนั้น เลยทำให้หลายๆ คนที่เข้ามาในชีวิตผม ให้ผมได้เพียงแค่ร่างกาย เราแค่มีเพศสัมพันธ์กัน แต่เขาไม่เคยให้ความรักอย่างที่ผมต้องการเลย

ในขณะนั้นผมมีความรู้เรื่องโรคเอดส์ หรือ HIV อยู่บ้างจากการเรียนการสอนในโรงเรียน แต่ผมไม่ได้ตระหนักมากเท่าที่ควร และไม่เคยได้เข้ารับการตรวจหาเชื้อเลย เหตุเพราะความอายและความกังวลที่จะพบเชื้อ จึงทำให้การเข้ารับการตรวจเช็คนั้น เป็นเรื่องสำคัญรองลงมาจากการมีเพศสัมพันธ์ไปทันที

จนมาถึงช่วง 2 ปีให้หลังจากการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ตอนนั้นผมอายุ 18 ปี ผมได้มีประสบการณ์การคบหาดูใจกับหลายๆ คนอย่างจริงจังมาบ้างแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่ความรักไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ทำให้ต้องแยกทางกัน มีอยู่วันหนึ่งผมได้คุยกับพี่สาวว่าเราควรจะไปตรวจหา HIV กัน เพราะเราทั้งคู่เห็นการโฆษณาและการรณรงค์ให้ตรวจอยู่ตามเว็บไซต์หรือตามที่ต่างๆ บ่อยขึ้น ในใจผมเริ่มครุ่นคิดมาบ้างแล้ว เพราะผมรู้มาโดยตลอดว่าผมไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง อาจจะด้วยความรัก อารมณ์ที่พาไป และความไว้ใจและเชื่อใจ จนทำให้ยอมละเลยที่จะคิดถึงเรื่องการใช้ถุงยางอยามัยในบางครั้งของการมีเพศสัมพันธ์ แต่ความผิดปกติต่างๆ ก็ยังไม่เกิดขึ้นกับสุขภาพผมในช่วงนั้น ผมจึงไม่คิดตระหนักอะไร และเรื่องที่คุยกันไว้กับพี่สาวก็ทำให้ลืมไปโดยปริยาย

จนวันหนึ่งผมเกิดไม่สบาย เลยไปหาหมอ และหมอก็เสนอให้ผมตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อ HIV ด้วย ผมแปลกใจมากและแทบจะเป็นบ้าในช่วงนั้น ผมได้แต่เพียงวิงวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าอย่าให้เรื่องนี้เกิดกับผมเลย ผมยังเด็ก ผมยังไม่พร้อมจะรับมือเรื่องนี้คนเดียว แต่ในที่สุด ผลการตรวจเลือดก็ออกมา ผมรู้เรื่องการไปตรวจนี้เพียงคนเดียว ผมไปหาหมอคนเดียว และผมก็อยู่ที่โรงพยาบาลคนเดียวในวันที่ผลการตรวจออก ผมนั่งอยู่กับหมอสองคนในห้อง หน้าตาของหมอดูปกติมาก แต่ในใจผมมันสั่นจนผมรู้สึกหายใจไม่ออก หมอพูดเบาๆ ด้วยเสียงอ่อนโยนเพียงแค่ว่า "คุณได้รับเชื้อ HIV" หลังจากนั้นหัวใจผมยังคนเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่มีน้ำตาบนหน้า ไม่มีแม้แต่ความคิดใดๆ ในหัวเลย ผมพูดเพียงคำว่า "ครับ ครับ ... แล้วผมควรทำอย่างไรครับหมอ "

หมอเริ่มให้ผมเซ็นใบๆหนึ่ง เท่าที่ผมจำได้น่าจะเป็นใบยืนยันการเข้ารับการรักษา หลังจากที่ผมจัดการกับเอกสารเสร็จ ผมก็มานั่งตรงที่นั่งรอตรวจของคนไข้เพียงลำพัง ในขณะนั้นเป็นตอนเย็น ทั้งโรงพยาบาลดูเงียบสงบ แต่ในหัวผมมันวุ่นวายเหมือนกับแบกความทุกข์บนโลกทั้งใบเอาไว้ ความคิดต่างๆ เริ่มทยอยเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งผมคิดได้ว่า ผมไม่สามารถเก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียวได้ เด็กอายุ 18 ที่ต้องเผชิญเรื่องนี้คนเดียว มันไม่ง่ายเลยที่จะหาทางออกที่ดีได้ และคงจะแย่กว่านี้ถ้าต้องเก็บเรื่องทั้งหมดไว้คนเดียว ผมต้องบอกใครสักคน และคนคนนั้นควรจะเป็นใครหละ เพื่อน หรือครอบครัว ผมยังครุ่นคิด และทันใดนั้น " พ่อ " ก็คือคำตอบของคำถามที่เกิดขึ้น

ผมชั่งใจอยู่นาน เพราะผมกลัวว่าพ่อจะรับไม่ได้ กลัวว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่โต และผมคงจะเป็นลูกที่แย่ในสายตาพ่ออย่างมาก แต่ผมคิดดูแล้วว่า ไม่ว่าอย่างไรผมก็คงจะปิดเรื่องนี้เป็นความลับตลอดไปไม่ได้ ผมคงจะต้องทุกข์ร้อนใจอย่างไม่สิ้นสุด ผมจึงรีบโทรหาพ่อและบอกเพียงแค่ว่าให้มาหาผมที่โรงพยาบาล สักพักก็ได้มาถึง

สิ่งแรกที่ผมทำเมื่อเห็นหน้าพ่อคือวิ่งเข้าไปกอด และน้ำตาก็เริ่มไหลออกมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น ผมพูดคำว่า " พ่อ หนูขอโทษ หนูขอโทษ " ติดต่อกันอย่างไม่หยุด ในขณะนั้นพ่อคงจะแปลกใจมากจึงบอกให้ผมใจเย็นและพูดกับผมเบาๆ ขณะกอดผมว่า " มีอะไรก็บอกพ่อมาได้ " ผมจึงยื่นกระดาษการขอรับการรักษาให้พ่อดู เมื่อพ่ออ่านในใบนั้น น้ำตาพ่อก็ไหลออกมา เมื่อผมเห็นน้ำตาของพ่อยิ่งทำให้ผมรู้สึกเสียใจเข้าไปใหญ่ที่ทำให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่พ่อตอบกลับมาด้วยเสียงสั่นเครือและมือลูบที่หลังว่า " ไม่เป็นไรนะ เราจะจับมือและสู้ไปด้วยกัน " มันเป็นคำพูดที่ผมไม่มีวันลืม และผมรู้ทันทีว่าสิ่งที่ผมกลัวที่จะบอกนั้น ตอนนี้มันไม่น่ากลัวอีกต่อไปแล้ว แต่มันยังเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่จะทำให้ผมสู้ต่อ

พ่อได้เข้าไปคุยกับหมอเรื่องการรักษาและการดูแลตัวเอง หมอได้บอกอย่างชัดเจนว่า อันที่จริงมันเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ ในการรักษาดูแลตัวเอง เพียงแค่ทานยาให้ตรงเวลา อย่างครบถ้วน และป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัดจากการมีเพศสัมพันธ์ในครั้งต่อไป เราทั้งคู่รับรู้เรื่องนั้นเป็นอย่างดี ผมรู้สึกโล่งใจมากอย่างบอกไม่ถูก เราไม่เคยทะเลาะหรือเถียงกันถึงสาเหตุเรื่องนี้เลย มีแต่การให้กำลังใจ และการหาทางออกรวมถึงการเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างมีความสุข พ่อช่วยผมอย่างมากในการเตือนให้ทานยาให้ตรงเวลา ดูแลเรื่องการนัดพบและรับยาจากหมอ รวมถึงติดตามความคืบหน้าของระดับภูมิคุ้มกันโดยตลอด

จนมาถึงวันนี้ ผมรู้สึกโชคดีมากๆ ที่ผมไม่กลัวที่จะตัดสินใจบอกเรื่องนี้กับพ่อ ถึงแม้ว่าตอนนั้นพ่อจะเป็นคนท้ายๆ ที่ผมอยากจะบอกเรื่องนี้ เพราะผมกลัวพ่อเสียใจและกลัวว่าพ่อจะรับไม่ได้ แต่ผมรู้แล้วว่า พ่อผมรักผมมากเกินกว่าจะที่ทำให้ชีวิตผมมันแย่ลงไปมากกว่านี้ พ่อทำทุกอย่างให้กลายเป็นบวกมากขึ้น ทำให้ผมได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากขึ้น และทำให้เรารักกันมากขึ้นอีกด้วย หลังจากวันนั้นผมก็ไม่กล้าที่จะทำให้พ่อเสียใจอีกเลย

หลังจากช่วงเวลาอันขมขื่นในชีวิตผมได้สงบลง ผมได้รับรู้ถึงความสุขที่ผมสามารถอยู่ร่วมกับมันได้อย่างคนปกติ ถึงแม้ในใจผมจะคิดถึงมันอยู่ตลอด แต่มันก็ไม่เคยทำให้ผมท้อถอยเลย เพราะผมรู้มาเสมอว่าตราบใดที่ผมยังมีวินัยในการรักษาตัว มีความมุ่งมันที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น ตัวผมเองนั้นก็ไม่ได้ต่างจากคนปกติอะไรเลย ความสุขมันขึ้นอยู่ที่ตัวผมสร้างแล้วตอนนี้ และผมก็จะคอยสร้างความสุขแบบนี้ตลอดไป

ผมมีความเข้มแข็งให้กับความใคร่มากขึ้น กล้าที่จะปกป้องตัวด้วยการยืนยันที่จะใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพราะผมไม่ได้นึกถึงแค่ตัวผมเองท่านั้น แต่ผมนึกถึงคนอื่นด้วย ข้อดีคือผมจะไม่ได้รับเชื้อนั้นอีก และผมก็ไม่ได้แพร่เชื้อไปให้คนอื่นอีกด้วย ถุงยางอนามัยจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ที่ผมไม่อาจขาดได้ และอีกหนึ่งสิ่งคือ ผมมีความแข็งแรงกับความรักมากขึ้น ผมไม่ยอมที่จะทำให้ความรักมาทำให้เกิดความละเลยในการป้องกันตัวเองขณะมีเพศสัมพันธ์อีกต่อไป

ขณะนี้ผมอายุ 24 ปีแล้ว ผมยังคงเข้ารับการตรวจเช็คอยู่เป็นประจำทุกปี ไม่ว่าจะเป็นเชื้อ HIV หรือโรคติดต่ออย่างอื่น ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าอายและเรื่องไกลตัวอีกต่อไปสำหรับผม มันคือการรักตัวเอง และจากคำปรึกษาและคำแนะนำของหลายๆ สื่อรวมถึงหลายๆ คน ทำให้ผมรู้ว่า ยิ่งเรารู้เร็วเท่าไหร่ รักษาเร็วเท่าไหร่ เราก็จะมีสิทธิที่จะปลอดภัยหรือหายมากขึ้นเท่านั้น การประชาสัมพันธ์เรื่องการเข้ารับการตรวจและรักษา รวมถึงข้อดีของการเข้ารับการตรวจนั้น ยิ่งผู้คนรับรู้มากและบ่อยๆ หรือเป็นประจำ ผู้คนก็จะตระหนักและพร้อมที่จะให้ความร่วมมือมากขึ้นด้วย และตัวผมเองก็เป็นหนึ่งกระบอกเสียงในการแนะนำเพื่อนๆ ให้อย่าละเลย และมองเห็นข้อดีเหล่านี้ และเข้ารับการตรวจอยู่เป็นประจำ

ส่วนเรื่องความรักของผมนั้น ผมก็ยังมีความรักได้เหมือนคนปกติ มีเพศสัมพันธ์ได้เหมือนคนปกติที่ใช้ถุงยางอนามัยอยู่เสมอ ผมได้มีประสบการณ์ในการคบหาดูใจกับคนคนหนึ่ง ซึ่งเรารักกันมาก มากจนทำให้ผมนั้นไม่กล้าบอกเขาเลยว่าผมมีเชื้อ HIV อยู่ ด้วยความรัก ผมทำได้แค่เพียงปกป้องเขาให้ดีที่สุดด้วยการใช้ถุงยางอนามัย ระมัดระวังเรื่องการทำออรัลเซ็กซ์และอีกหลายๆ เรื่อง ผมเคยเคยเกริ่นเรื่องนี้ให้เขาฟังว่า ถ้าเกิดวันหนึ่งเขาเจอคนที่ติดเชื้อมาเขาจะรู้สึกอย่างไร เขาตอบผมว่าเขาจะไม่รู้สึกอะไร เพราะเขาเข้าใจว่าถ้าได้ทานยาและได้รักษาตัวเอง คนคนนั้นก็คือคนปกติ คำตอบนั้นมันทำให้ผมรู้สึกดีใจอย่างมากที่รู้ว่ายังมีคนที่สามารถเข้าใจและยอมรับเรื่องนี้ได้ เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ไม่สามารถยอมรับได้ ผมคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าผมจะต้องไม่ทำให้เขาเป็นแบบผม ถึงแม้ว่าผมจะรักและต้องการเขามากก็ตาม แต่เพราะความรักของผมนั่นแหละที่ทำให้ผมอยากรักษาความสมบูรณ์ของเขาไว้แบบนั้น ด้วยความที่ผมรักเขามากผมจึงกำลังหาช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะเล่าถึงสิ่งที่อยู่ในตัวผม และถ้าวันนั้นมาถึงเขาเกิดยอมรับในตัวผมไม่ได้ ผมก็จะยอมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้นและเคารพการตัดสินใจของเขา อย่างน้อยผมก็ไม่ได้ทำร้ายคนที่ผมรักด้วยความละเลยของผม

ผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อ HIV แต่ไม่ยอมใช้ถุงยางอนามัยในบางครั้ง อาจจะเป็นเพราะเขาอยากจะทำให้คู่นอนของเขาเชื่อว่าเขานั้นไม่มีเชื้อ จากแค่คำถามสั้นๆ ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ว่า " คุณปลอดภัยไหม " หรือเพียงเพราะอารมณ์ที่พาไปจนทำให้ละเลยเรื่องนั้น และเพียงเพราะความรักที่มากเกินไปจนทำให้ลืมนึกถึงผลกระทบที่จะตามมาในภายหลัง หรือไม่ว่าจะเพราะเหตุผลใดๆ ก็ตาม เขาเหล่านั้นก็ยังคงปะปนอยู่ในกลุ่มรักร่วมเพศ และเราไม่มีทางมองออกได้เลยเพียงแค่ตาเปล่า ทุกวันนี้ผมใช้ชีวิตด้วยความหวังว่าจะมีใครสักคนที่จะสามารถยอมรับในสิ่งที่ผมเป็นได้ และมันจะไม่ใช่แค่ความหวัง เพราะผมเชื่อว่าคนคนนั้นมีอยู่จริง เพียงแค่ผมยังไม่ได้เจอกับเขา และนั่นไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีอยู่จริง

ทุกวันนี้ผมใช้ชีวิตได้เป็นปกติเหมือนคนทั่วไปทุกประการ การทานยาของผมไม่ใช่ภาระ แต่ยาทุกเม็ดที่ผมทานมันคือเวลาที่จะทำให้ผมได้ใช้ชีวิตต่อด้วยสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ผมเคยคิดที่จะโทษตัวเอง เคยคิดเกลียดตัวเอง แต่มันทำให้ผมรู้ว่าความคิดเหล่านั้นไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย ความคิดที่จะก้าวต่อไปต่างหาก คือความคิดที่สำคัญที่สุด ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนจบ ถึงแม้ว่าจะยาวไปสักหน่อย แต่มันก็เป็นสิ่งที่ผมคิดจริงๆ และอยากจะบอกต่อให้คนอื่นๆ ได้อ่าน เพื่ออย่างน้อยจะได้เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่จะนำไปปรับใช้กับชีวิตเขาเหล่านั้น ...

ผมเขียนมาทั้งหมด 272 คำ ซึ่งน้อยกว่าที่กำหนด 700 คำอยู่มาก แต่ถ้าต้องการที่จะรู้เรื่องราวของผมเพิ่มเติม ผมก็ยินดีและเต็มใจที่จะแบ่งปันสิ่งนั้นเพิ่มเติมครับ ขอบคุณครับ


บทความนี้มาจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับ HIV กับ TestBKK ปี 2017 

หากคุณมีผลเลือดบวก คุณสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจการรักษาและบริการสนับสนุนอื่นๆที่จำเป็นในการดูแลสุขภาพได้ ที่นี่

และถ้าคุณยังไม่ทราบสถานะเลือดตัวเอง สามารถจองคิวตรวจเลือดฟรีกับคลินิกที่ร่วมกับ TestBKK ได้ ที่นี่

(*บุคคลในภาพไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาใด ๆ ทั้งสิ้น)