Diamond Heart

"I bow down to pray I try to make the worst seem better Lord show me the way to cut through all his worn out leather I've got a hundred million reasons to walk away but baby i just need one good one to stay"

จุดเริ่มต้นทุกอย่างมันมาจากตัวผมเองที่โหยหาความรักจนลืมที่จะรักตัวเองและครอบครัวไป ในตอนนั้นผมอายุเพียงแค่ 17 ปี ในตอนนั้นผมเพิ่งเคยมีแฟนคนแรกซึ่งเป็นเกย์รุ่นพี่ที่รู้จักทาง Facebook ความรักในตอนนั้นมันไม่ใช่ความรักแต่มันคือความใคร่ของเขา ส่วนตัวผมด้วยความที่อ่อนประสบการณ์และปรารถนาอยากมีคนรักแบบที่เพื่อนๆ มีกันจึงยอมคบกัน แต่ไม่นานนักเขาก็เบื่อผมและเลิกราไป มันทำให้ผมมืดบอดและโหยหาความรัก คิดแต่จะหาวิธีแก้แค้นด้วยการหาคนใหม่มาเย้ยเขา ทำให้ตลอด 2 ปีนั้น ผมมีผู้ชายเข้ามาวนเวียนทั้งคบทั้งคุยหรือมีอะไรกันกว่า 20 คนขึ้นไป ซึ่งผมรู้สึกเสียใจและแย่ลงทุกทีๆ มันเหมือนความเจ็บปวดทางใจที่ถูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นทวีคูณและท้ายที่สุด ในวันที่ผมตัดสินใจตรวจเลือดด้วยตัวคนเดียว ไม่บอกครอบครัวผมไม่กลัวอะไรในตอนนั้น จนได้รู้ว่าผลเลือดปกติ แต่ผ่านไปสามวันคลีนิคนิรนามได้แจ้งกลับว่าผมเหมือนมีเชื้อ HIV ต้องมาตรวจอีกรอบ

ตอนนั้นผมกลัวและเริ่มใช้ความกล้าทั้งหมดบอกแม่ เพราะแม่คือคนเดียวที่เลี้ยงผมมาแต่เล็ก ผมไว้ใจและรู้ว่าแม่ต้องรับได้ แต่ก็หวั่นใจว่าแม่จะเสียใจ สุดท้ายเมื่อบอกไป แม่ก็ไม่ว่าอะไรพร้อมบอกว่าอย่าเครียดและพูดต่อว่าถ้ารู้ผลยังไงเป็นไม่เป็นให้มาหาแม่อย่าอยู่คนเดียว ประโยคนี้ของแม่เหมือนกับคำทำนายล่วงหน้าอยู่แล้ว เพราะเมื่อตรวจซ้ำพบว่าเป็น HIV มีจำนวนไวรัสกว่าล้านก้อบปี้ ผมรู้สึกชาไปหมด มันเหมือนอนาคตของผมที่อยากเป็นนักร้อง อยากมีแฟนเป็นตัวตนต้องดับดับสูญ ผมรีบกลับไปหาแม่และบอกความจริงด้วยความเข็มแข็งทั้งหมดที่มี แม่เข้าปลอบผม มันทำให้ผมรู้สึกมีกำลังใจที่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ยังรู้สึกผิดทุกครั้งที่ก่อนหน้านี้ผมโหยหาเรียกร้องความรักมากเกินไปทั้งที่ความรักแท้จริงในครอบครัวก็มี รู้สึกผิดต่อครอบครัวที่ทำให้ครอบครัวต้องลำบากกว่าเดิม เพราะฐานะทางครอบครัวผมนั้นไม่ได้ร่ำรวย และหลวงตาของผมก็ป่วยเป็นโรคไตระยะสุดท้าย ผมจึงต้องช่วยดูแลหลวงตา ผมไม่มีเงินพอจะซื้อเสื้อผ้าสวยๆใส่ได้แบบเพื่อนๆ และไม่ได้ใช้ชีวิตอันโลดโผนสนุกสนานอย่างคนอื่นๆ เขา ผมจึงมีความอิจฉาในโชคชะตาของคนอื่นๆ ที่เป็นเด็กมีเงิน แถมไม่มีโรคแบบที่เราเป็น มีความรักดีพร้อม ตลอดหกเดือนนั้นผมร้อนรุ่มเหมือนไฟเผา ต้องนอนร้องไห้ทุกคืน เพราะผมรู้สึกฝันสลาย รู้สึกท้อ และหมดหวังกับเรื่องของคู่รัก ทุกครั้งที่ผมเห็นคู่รักต่างเพศหรือคู่รักเพศเดียวกัน ผมมักน้อยใจในโชคชะตาทุกครั้ง

แต่อย่างน้อยผมอายุ 18 ปีพอดี ผมจึงมีโอกาสได้เข้าโครงการรับยาต้านตัวใหม่เป็นสูตรกินเม็ดเดียวและค่าใช้จ่ายฟรีตลอดการรักษา ผมดีใจมากๆ และได้รับการรักษาเรื่อยมา หัวใจของผมตอนนั้นมีสายหูฟังเป็นดั่งสายน้ำเกลือของหัวใจผมที่สามารถเยียวยาความรู้สึกได้ จนกระทั่งวันหนึ่งผมได้เดินทางไปประกวดร้องเพลงที่เซนทรัลปิ่นเกล้า แต่ผมมีเพียงแค่รุ่นพี่ผู้หญิงที่วิทยาลัย และพี่ที่เป็นเกย์ชื่อบิ๊ก ผมชวนเขามาจาก Facebook ผลการแข่งขันวันนั้นผมไม่เข้ารอบ พี่บิ๊กก็เลยชวนผมไปกินข้าวและไปที่ห้อง อารมณ์ชั่ววูบของเราสองคนก็เลยเถิดกันไป หลังจากวันนั้นผมก็สารภาพกับพี่บิ๊กทันทีว่าผมมีผลเลือดบวก พี่บิ๊กกลับไม่รังเกียจผมเลย พร้อมทั้งปลอบและแนะนำ ในใจผมตอนนั้นคิดแค่ว่าเขาต้องโกหกแน่ๆ เพียงเพราะต้องการรักษามารยาท หลังจากนั้นผมก็ยังมีคุยกันเจอกันเรื่อยๆ ตามห้าง ตลาด วัดต่างๆ จนกระทั่งผมได้กลายเป็นคนคบกับเขา

มีคืนหนึ่งที่ผมร้องไห้โหออกมาเพราะผมนึกถึงค่ำคืนที่ผมเคยนอนกับทุกคนที่เคยมีความสัมพันธ์กับผม เริ่มหมดหวังอนาคตของผมที่อยากเป็นนักร้อง หมดหวังกับอนาคตในการอยู่ในสังคมต่างๆ และผมก็กลัวว่าจะเจ็บซ้ำรอยแผลเดิมๆ ในใจ และพยายามกดความรู้สึกว่ารักเขาทั้งที่ผมรู้ดีว่ามันสายเกินไปแล้วที่จะห้าม แต่พี่บิ๊กก็เข้ามาปลอบและบอกกับเราว่าเขาอยากจะอยู่เคียงข้างเราจริงๆ อยากอยู่กับเราและรักในความเป็นเราจริงๆ เพราะดูใจกันมากว่า 1 ปีโดยประมาณ ผมดีใจมากที่สุดเหมือนกับว่าในความมืดย่อมมีแสงสว่างเล็กๆ ที่กำลังเจิดจ้า จนกระทั่งวันนี้เองผมกับพี่บิ๊กก็ยังคบกันอยู่เตรียมย่างเข้าปีที่หกแล้ว ทุกวันนี้คู่ของผมเราคบกันเหมือนกับเพื่อน ครอบครัว และแฟนในเวลาเดียวกันเราสองคนจะรู้สึกสบายใจเมื่อได้อยู่ด้วยกันทุกครั้ง แต่ก็ไม่อาจทำให้ความรู้สึกทางใจของผมมันจางหายไปได้ทั้งหมด

ต่อมา 1 ปี ผมเป็นโรคแพนิคตื่นกลัว และได้รับการรักษาจากสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ (รพ.นิติจิตเวช) ท้ายที่สุดผมจึงได้คำตอบว่า "ทุกข์อยู่ที่ใจเรา คนที่แก้มันได้ก็คือเราเอง" ทำให้อาการผมดีขึ้นมา จากนั้นเป็นต้นมาจนวันนี้ ผมใช้ชีวิตด้วยการปกปิดความจริงจากหมู่เพื่อน ได้รับฟังคำเหยียดหยามเรื่องของผู้ติดเชื้อ HIV ในสังคม ได้พบเห็นเรื่องราวชีวิตของเด็กที่เคยเสี่ยงเหมือนกับเรา และได้พบและเห็นสิ่งต่างๆ มากมายเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อรายอื่นๆ กลุ่มเสี่ยง ทัศนคติของสังคมต่อ HIV จนผมอยากจะต่อสู้เพื่อสิทธิของผม ในส่วนลึกของผมยังคงมีความทรงจำที่โหดร้ายฝังลึก แต่ผมจะใช้มันไปในทางที่ถูกต้อง

ผมพยายามอย่างต่อเนื่องในการฝึกฝนการร้องเพลงและมองหาการเปิดธุรกิจ ผมไม่กลัวความล้มเหลว เพราะอย่างน้อยๆ ผมก็ได้พยายาม และสักวันหนึ่งผมเชื่อว่าผมจะสามารถเป็นนักร้องหรือนักธุรกิจคนหนึ่งที่สามารถช่วยเหลือชาว LGBT และผู้ที่ติดเชื้อกามโรคต่างๆ ผู้ที่พิการ เพื่อช่วยให้ประเทศของเราเปิดกว้างและเข้าใจกันมากขึ้นถึงการมีอยู่ของพวกเรา ว่าพวกเราคือมนุษย์คนหนึ่งที่มีจิตใจเช่นกัน

ท้ายที่สุดสำหรับผมแล้ว บทเรียนชีวิตคือครูของผม แม้ผมจะอยากหนีไปให้ไกล ภาวนาวิงวอนร้องขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางใจ ซึ่งจริงๆ แล้วผมอาจต้องการใครสักคนเพื่อทำให้เรื่องทุกอย่างมันดีขึ้น และผมก็เจอคนๆ นั้นแล้ว เขาไม่ใช่คนอื่นไกล เพราะเขาคือ "หัวใจของผม" นั่นเอง

เขียนโดย: คุณวรวุฒิ สวัสดี


บทความนี้มาจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับ HIV กับ TestBKK ปี 2017 

หากคุณมีผลเลือดบวก คุณสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจการรักษาและบริการสนับสนุนอื่นๆที่จำเป็นในการดูแลสุขภาพได้ ที่นี่