เมื่อคุณเกลียดรูปร่างหน้าตาตัวเอง: 10 สัญญาณของโรค Body Dysmorphia และ15 วิธีแก้ไข

“มันน่ากลัวถ้าร่างกายเกิดทรยศเรา และมันน่าเศร้าเพราะเราพูดให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเรากับร่างกายของเราเอง” - เดวิด เลวิธาน พูดถึงโรค BDD

อะไรคือโรค BDD?

เราต่างเคยรู้สึกผิดเวลาส่องกระจกนานเกินไปทั้งที่คิดว่าจะเช็คความเรียบร้อยดูแค่แป๊บเดียว ไม่ว่าจะเป็นการส่องกระจกในห้องน้ำ ยิม กระจกพก หรืออาจอาศัยเงาสะท้อนบนกระจกรถหรือหน้าต่างร้านค้า

คนเรามักจะมีวันที่รู้สึกไม่พอใจรูปร่างหน้าตาบางอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเอง อย่างวันที่จัดผมเท่าไหร่ก็ไม่เข้าทรง หรือวันที่จู่ๆก็มีสิวเม็ดใหญ่โผล่ขึ้นมาบนหน้าก่อนจะออกงาน เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนทำให้เราอารมณ์เสียเป็นบางครั้ง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่ความไม่พอใจนี้ก็ไม่ได้ทำให้เรากังวลจนเกินไป หรือหมกมุ่นอยู่แต่กับมัน แต่สำหรับบางคนจะต้องส่องกระจกตลอดเวลาเพื่อหาริ้วรอยบนใบหน้า หมกมุ่นกับจุดตำหนิบนร่างกายจนเกิดความเครียดเป็นประจำ พฤติกรรมนี้ เรียกว่า โรคคิดว่าตนเองมีรูปร่างหรืออวัยวะผิดปกติ (Body Dysmorphic Disorder: BDD) หรืออาจรู้จักกันว่า โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง หรือ โรคชอบดูถูกตัวเอง แม้โรคนี้จะไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก แต่ก็ไม่ได้เป็นโรคที่หายากเลย

โรค BDD ทำให้ผู้ป่วยเกิดความทุกข์ เครียด กังวลเกี่ยวกับการเข้าสังคม เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า ทำร้ายตัวเอง ในบางกรณีอาจถึงขั้นฆ่าตัวตาย บางคนหมกมุ่นกับตำหนิตรงจมูก ความสูง กล้าม รูปร่างเฉพาะที่ รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เกิดขึ้นในรูปร่างหน้าตาของตัวเองซึ่งส่วนมากจะเล็กน้อยจนคนอื่นไม่ได้สังเกต แต่ผู้ป่วยจะไม่คิดอย่างนั้น หลายคนยึดติดและหมกมุ่นอยู่กับจุดตำหนิหรือความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนั้นกระทั่งมันขยายใหญ่ กลายเป็นภาพอันบิดเบี้ยวที่พวกเขามองเห็นได้แค่คนเดียว ทัศนคติที่เรามีต่อร่างกายของตัวเองสามารถส่งผลต่ออารมณ์ พฤติกรรม และความมั่นใจตัวเองจนอาจทำให้ผู้ป่วยประสบปัญหาในชีวิตได้

ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่มีผู้ป่วยเป็นโรค BDD มากขึ้นในสังคมที่ให้ความสำคัญเรื่องรูปร่างหน้าตา ก่อนที่การ ‘เซลฟี่’ จะกลายเป็นเทรนด์ในปัจจุบัน เราจะได้ถ่ายรูปแค่ในงานสำคัญอย่างวันเกิด มีแค่กล้องฟิล์มเก่าๆหนึ่งตัวซึ่งถ่ายได้ทีละรูป แถมแฟลชที่จ้าจนตาแทบบอด และยังต้องภาวนาให้รูปออกมาดีที่สุดด้วย เพราะรูปที่ถ่ายไปจะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

แต่ในปัจจุบัน การเซลฟี่ทำให้เรามีอิสระที่จะถ่ายรูปได้มากจนกว่าเราจะพอใจ และจนกว่าจะได้รูปที่ดีที่สุดไปใช้เป็นรูปประจำตัว ในขณะเดียวกัน เราสามารถลบรูปที่ดูไม่หล่อ หรือใช้แอปช่วยแต่งให้ดูดี เปลี่ยนหุ่นจากก้างปลาเป็นกล้ามปูก็ยังได้ เครื่องมือต่างๆ นี้ช่วยเราแก้ไขหรือลบจุดตำหนิของตัวเองได้ก็จริง แต่ก็เป็นเครื่องมือที่ตอกย้ำให้เรารู้สึกว่าตัวเองยังดีไม่พอด้วยเช่นกัน ยิ่งเราใช้แอ็ปแต่งรูปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งบิดเบือนความจริงไปมากเท่านั้น

โรค BDD รุนแรงได้หลายระดับ และส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อชีวิตของใครหลายคน อาการต่อไปนี้คือสัญญาณที่จะช่วยให้คุณสังเกตตัวเองหรือคนรอบข้างได้ว่ากำลังเผชิญกับโรคนี้อยู่หรือเปล่า

 

10 สัญญาณของโรคคิดว่าตนเองมีรูปร่างหรืออวัยะผิดปกติ

คุณถามคนอื่นตลอดว่าคุณดูดีหรือยัง: คุณกำลังมองหาการยอมรับจากคนอื่น คำชมที่ได้อาจทำให้คุณรู้สึกดี แต่ในระยะยาวมันจะกลายเป็นพฤติกรรมที่อันตรายต่อตัวเองและจะยิ่งควบคุมไม่ได้มากขึ้น

คุณโหยหาการมีแฟน: บางครั้งคนเราให้คุณค่าตนเองจากรูปแบบความสัมพันธ์ที่มี ความโสดกลายเป็นเรื่องเครียดเพราะมันสะท้อนว่าตัวเองไม่เป็นที่ยอมรับ “ไม่มีใครต้องการฉัน” หรือ “ฉันยังไม่ดีพอ” ทำให้คุณต้องการมีแฟนเพื่อให้รู้สึกว่าตนเองเป็นที่ต้องการหรือยอมรับ

คุณส่องกระจกทุกครั้งที่มีโอกาส: เมื่อการส่องกระจกลายเป็นพฤติกรรมที่ควบคุมไม่ได้ ก็เป็นสัญญาณว่าคุณกำลังรู้สึกไม่ดีกับตัวเองอยู่ โรค BDD ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของโรคย้ำคิดย้ำทำ สิ่งที่ผู้ป่วย BDD หมกมุ่นก็คือ การแสวงหาความสมบูรณ์แบบ นั่นเอง

คุณพูดถึงรูปร่างหน้าตาตัวเองในเชิงแย่ๆ ให้คนอื่นฟังเสมอ: คนเรามักมีความกลัวว่าจะถูกปฏิเสธ ลองนึกถึงตอนที่พ่อแม่กดดันให้คุณทำข้อสอบให้ได้คะแนนดีๆ คุณเองก็คิดว่าตัวเองทำได้ดีแต่ก็บอกพ่อแม่ไปว่าข้อสอบยากมาก ทำไมล่ะ? นั่นเพราะคุณต้องการลดความคาดหวังของคนอื่นที่มีต่อคุณ เผื่อเวลาที่คุณทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรจะได้ไม่รู้สึกว่าถูกปฏิเสธจากคนอื่น ถึงนี่จะเป็นวิธีที่ฉลาดแต่ก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อคุณในระยะยาวเลย

คุณเสพติดการเซลฟี่: เราต่างชอบถ่ายเซลฟี่กันทั้งนั้น แต่ก็ถ่ายกันอย่างมีลิมิต และถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเอะใจว่าไม่เห็นจะมีลิมิตตรงไหน คุณก็ต้องสำรวจตัวเองแล้วล่ะ พฤติกรรมนี้คล้ายกับการส่องกระจกตลอดเวลาเพื่อหาความสมบูรณ์แบบและการยอมรับจากสังคม คุณเซลฟี่ไปหลายสิบรูปเพื่อจะหารูปที่ดีที่สุดไปโพสต์บนเฟซบุ๊ค เมื่อเห็นคนกดไลค์ คอมเมนต์หัวใจให้เยอะๆ คุณก็จะรู้สึกดีกับตัวเอง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องดีนะ คุณไม่ควรเฝ้ารอการยอมรับจากคนอื่น

คุณปรับแต่งรูปถ่ายตัวเองเสมอ หรือต้องการทำศัลยกรรม: โดยนิยามแล้ว โรค BDD หมายถึง คุณมองตัวเองด้วยมุมมองอันบิดเบี้ยวและมองเห็นแต่ข้อเสียของตัวเองที่ไม่มีอยู่จริงหรือที่ไม่เป็นที่สังเกตเลย ในขณะที่บางคนจะแก้แค่ลบจุดดำบนใบหน้าออกหนึ่งจุด คุณกลับปรับแต่งโครงสร้างร่างกายใหม่ทั้งหมด เช่น ลดพุง เพิ่มกล้ามหน้าอก ปรับโครงหน้า สิ่งเหล่านี้ถึงการขาดความมั่นใจตัวเองที่ฝังรากลึกในตัวคุณ

คุณเครียด กังวลในการเข้าสังคมเป็นบางครั้ง: โรค BDD อาจทำให้คุณรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการเข้าสังคม โดยเฉพาะเมื่อต้องพบคนใหม่ๆ หรือต้องไปเดท เพราะคุณกลัวว่าตัวเองจะดูดีไม่พอ กลัวว่าคนอื่นจะไม่สนใจที่จะพูดคุยกับคุณหรือไม่สนสิ่งที่คุณพูดเพราะคุณหน้าตาไม่ดี คุณจึงคิดจะหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมเพื่อไม่ให้สิ่งที่กลัวกลายเป็นเรื่องจริง ความจริงแล้วสิ่งที่คุณกังวลจะไม่เกิดขึ้นหรอก คุณเองก็รู้ดีแต่ก็จัดการความกังวลของตัวเองไม่ได้ใช่ไหม

คุณจะไม่ออกจากบ้านถ้ายังไม่ได้แต่งหน้า: นี่เป็นสัญญาณที่พูดถึงกันบ่อยของโรค BDD โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง คุณกลัวว่าคนอื่นจะเห็นหน้าสดของคุณ และกังวลว่าจะโดนปฏิเสธเพราะผิวจริงคุณดูโทรม ผมก็ไม่นุ่มสลวย การแต่งหน้าเป็นเรื่องดีและใช้ในเชิงสร้างสรรค์ได้ แต่พึงรู้ว่ามันมีเส้นบางๆ ระหว่างการแต่งหน้าเพื่อเสริมความงามบนใบหน้า กับการใช้เครื่องสำอางเพื่อปกปิด หลบซ่อนตัวจริงของคุณเอง

คุณไดเอทและจู้จี้เรื่องเกี่ยวกับร่างกายตัวเองตลอดเวลา: ความจริงแล้วการที่หลายๆ คนกังวลเรื่องรูปร่าง ขนาดตัว หรือขนาดกล้าม คงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เพราะเราล้วนโตมากับรูปดารานายแบบในนิตยสารที่ถูกโฟโต้ช็อปมาหมดแล้ว เรารู้อยู่แล้วว่ารูปร่างสุดเพอร์เฟ็กต์นั้นไม่ใช่ของจริง มันถูกสร้างมาเพื่อตอกย้ำว่าเรายังดูดีไม่พอจนต้องพึ่งพาสินค้าที่อยู่บนตัวนายแบบนั่น ถ้าคุณกังวลเรื่องรูปร่างและขนาดตัวอย่างมาก แม้ค่า BMI จะอยู่ในระดับมาตรฐาน คุณอาจกำลังเป็นโรค BDD อยู่นะ

คุณพูดจาตำหนิรูปร่างหน้าตาของคนอื่น: เหตุผลที่คุณตำหนิรูปร่างหน้าตาคนอื่นก็เพื่อแสดงออกว่าคุณคิดยังไงกับตัวเองเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ พฤติกรรมแบบนี้แท้จริงแล้วหมายความว่า “ผมรู้สึกแย่กับตัวเองนะ แต่อย่าสนใจผมนักเลย ดูคนนั้นสิ หน้าตาก็ขี้เหร่ แต่งตัวก็เห่ย”

 

 

ข้อควรรู้ 15 ข้อเพื่อเอาชนะโรค BDD

*เนื้อหาเกี่ยวกับโรค BDD บนเว็บไซต์ TestBKK เป็นเพียงข้อมูลทั่วไปและไม่ใช่ข้อคิดเห็นทางการแพทย์ หากสงสัยว่าตัวเองกำลังเป็นโรค BDD ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

  • พึงจำไว้ว่าความคิดของคุณทรงพลังอย่างมาก สิ่งที่คุณคิดจะกลายเป็นตัวตนของคุณ มีผลวิจัยว่าความคิดในเชิงบวกมีพลังมากกว่าความคิดเชิงลบถึงร้อยเท่า คุณจึงต้องคิดถึงแต่สิ่งดีๆ ในตัวเองไงล่ะ
     
  • กฎแห่งการดึงดูดเป็นทฤษฎีที่บอกว่า เราจะดึงดูดสิ่งที่คิดถึงบ่อยๆ ให้เข้าหาตัวเอง ดังนั้นถ้าคุณยิ่งเอาแต่คิดว่าจะถูกปฏิเสธจากคนอื่น ก็ยิ่งเหมือนว่าคุณกำลังเรียกหามันเข้ามาในชีวิตนั่นแหละ
     
  • ก้าวข้ามสัญชาตญาณ แล้วพาตัวเองเข้าไปในสถานการณ์ทางสังคมที่คุณเคยอึดอัด คิดเสมอว่าความคิดและจิตใจของคุณกำลังพยายามปกป้องคุณจากการถูกปฏิเสธ แต่บางครั้งคุณก็ต้องฝืนเพื่อให้ก้าวข้ามการหลบหนีความจริงไปได้
     
  • ค่อยๆ ลด หรือจำกัดเวลาที่ใช้ส่องกระจกลง นอกจากจะทำให้คุณกังวลเรื่องหน้าตา หรือขนาดกล้าม น้อยลง ยังทำให้มีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่นด้วย
     
  • ขบถต่อตัวเองสักหน่อยด้วยการเลิกแต่งรูป หรือใช้แค่ฟิลเตอร์ก็พอ แต่ก็ต้องทำเท่าที่คุณสบายใจ ถ้ายังไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร แค่เวลาที่กำลังจะแต่งรูปแล้วคุณบอกตัวเองว่าต้องเพลาๆ ลงหน่อย ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
     
  • พึงตระหนักไว้ว่าแม้จะไม่ชอบบางอย่างในตัวเอง แต่ก็อย่าไปสนใจมันมากนัก ไม่มีใครทำให้คุณรู้สึกแย่กับตัวเองได้นอกจากตัวคุณเองหรอกนะ
     
  • หาสิ่งที่คุณชอบเกี่ยวกับตัวเอง และโฟกัสตรงจุดนั้น แม้คุณจะคิดว่านั่นไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร แต่ความจริงแล้วการที่คุณชอบมัน ก็นับว่าพิเศษแล้ว และเมื่อคุณรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น สิ่งที่คุณชอบเกี่ยวกับตัวเองก็จะยิ่งเยอะขึ้นไปด้วย
     
  • ย้ำอีกรอบว่ารูปของดารานายแบบที่คุณเห็นกว่า 98% ผ่านการปรับแต่งมาแล้วทั้งสิ้น รูปเหล่านั้นไม่ได้เป็นต้นแบบหรือตัวแทนของรูปร่างหน้าตาสมบูรณ์แบบในสังคม ถ้าคุณไม่เชื่อ ลองเสิร์ชยูทูปว่า “reverse Photoshop (ย้อนกลับรูปโฟโต้ช็อป)” หรือ “model unedited (รูปนางแบบแบบไม่แต่งรูป)” จุดด่างดำบนใบหน้าหรือรอยตีนกาเป็นสิ่งปกติ เพราะเราต่างก็เป็นมนุษย์
     
  • ถ้าคุณกำลังจะพูดอะไรแย่ๆ เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาคนอื่น ลองพูดสิ่งดีๆ ของเขาเพิ่มไปด้วย ค่อยๆ เพิ่มข้อดีจนกระทั่งไม่พูดถึงข้อเสียเลย แม้บางครั้งเราจะคิดไม่ดีกับคนอื่นก็จริง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องพูดมันออกมาให้เขารู้สึกแย่กับตัวเองเพื่อให้คุณรู้สึกดีขึ้นแทน
     
  • เลิกคบคนที่มีความคิดแง่ลบกับรูปร่างคนอื่นตลอดเวลา หรือคนที่กดดันให้คุณต้องแต่งตัวแบบใดแบบหนึ่ง คนเหล่านั้นก็เหมือนจะเผชิญกับโรค BDD อยู่ แต่สิ่งที่คุณต้องสนใจตอนนี้ไม่ใช่คนอื่น แต่เป็นตัวคุณเอง
     
  • คิดไว้ว่าในอีกสามสิบปีข้างหน้า เวลาคุณกลับมาดูรูปตัวเองตอนนี้ เชื่อเถอะว่าคุณจะต้องคิดว่า ทำไมตอนนั้นเราถึงหล่อน่ากินอะไรอย่างนี้
     
  • คบคนให้หลากหลาย และใช้เวลากับคนที่คุณไม่เคยคิดว่าจะคบกันได้ นี่อาจจะทำให้คุณคุ้นเคยกับความจริงเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างหลากหลาย
     
  • เมื่อคุณมีความคิดแง่ลบเกี่ยวกับตัวเอง ให้รับรู้ถึงมันและพยายามคิดถึงสิ่งดีๆ ไปด้วย คำแนะนำนี้ฟังดูซ้ำซาก แต่เชื่อเถอะว่าคุณสามารถควบคุมความคิดตัวเองได้ ยกเว้นว่าคุณมีปัญหาทางสุขภาพบางอย่าง
     
  • กล้าที่จะพูดแต่ต้องไม่มากเกิน อย่าโฟกัสแค่เรื่องแย่ๆ แต่พยายามพูดถึงสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีในตัวคุณ การเก็บทุกเรื่องไว้กับตัวเองไม่ใช่เรื่องดี แต่เราแนะนำว่าคุยเรื่องนี้กับแค่เพื่อนสองสามคนก็พอ
     
  • ช่วยให้คนอื่นก้าวข้ามความรู้สึกแย่ที่เขามีต่อตัวเอง แล้วคุณจะพบว่าการช่วยคนอื่นก็เหมือนกับได้ช่วยให้ตัวเองก้าวข้าวความรู้สึกแย่ๆ ของคุณไปด้วย

เราหวังว่าคำแนะนำเหล่านี้จะช่วยคุณให้ก้าวข้ามโรค BDD ไปได้ อย่าลืมว่าถ้าโรคนี้กระทบต่อการใช้ชีวิตเมื่อไหร่ คุณก็ควรไปรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ


แปลและดัดแปลงจาก "10 Signs That You Have Body Dysmorphia and 15 Things to Fix it

จองคิวตรวจเลือดฟรีกับคลินิกที่ร่วมกับ TestBKK ได้ ที่นี่

*บุคคลในภาพไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเนื้อหาในบทความทั้งสิ้น