ผมโชคดีว่ะ

ช่วงเวลาที่สนุกกับชีวิตในรั้วมหาลัย ไม่แคร์ใครไม่สนใจใคร มีแฟนก็ไม่เคยจะใส่ใจสักเท่าไหร่ แอบกิน(ผู้)ตามโอกาสที่มี เช็คเรทติ้ง แข่งกับเพื่อนๆ สนุกไปวันๆ  แต่ก็รู้ว่าไม่ดี และไม่เคยคิดถึงเรื่องเสี่ยงจากการติดเชื้อสักนิด เพราะป้องกันเสมอ มีแฟนก็เข้าใจกันดี เที่ยวตามวัย สนองความต้องการทั้งคู่ เที่ยวซาวน่า เปลี่ยนคู่นอน ต่างคนต่างรู้ ขออย่าให้จับได้ แค่มีกฎ 3 ข้อสำหรับเรา 2 คน 1.ห้ามหลงรักใคร  2. ห้ามพาใครมาห้อง (นอนทับที่...เรา 2  คน) ซึ่งเราก็ทำได้  3.ป้องกันทุกครั้งที่อยากเสียว   

ผมอยู่ดีๆ ก็อยากไปตรวจ HIV ที่สภากาชาดขึ้นมาซะอย่างงั้น และผลที่ออกมา  คือผมมีเชื้อ HIV ครับ ยอมรับว่าตกใจ แต่ก็ไม่เชื่อเท่าไร เพราะมั่นใจตัวเองมากว่าป้องกันดีแล้ว เลยไปตรวจตามโรงพยาบาลต่างๆ อีก 2 - 3 ที่ (ผมเริ่มขำไม่ออกเพราะผลตรงกันหมด) เริ่มเครียดเพราะเริ่มเข้าชีวิตวัยทำงาน จะต้องตรวจร่างกาย ตรวจเลือดและ HIV  หางานยากแน่ๆ แต่เรื่องนี้ ผมก็ไม่ได้บอกใครแม้แต่แฟนผมก็ไม่บอก หลักจากที่ผมรู้ว่าผมมีเชื้อในร่างกาย ผมไม่เคยมีอะไรกับแฟนเลย หลายปีจนผมป่วยหนัก อาการคือตัวร้อนไข้สูง ชักเกร็ง เข้าโรงพยาบาลด่วน (ผลคือผมเป็นเนื้องอกในสมอง ปอดอักเสบ เยื้อหุ้มสมองอักเสบ และ HIV) ทุกอย่างมาพร้อมกันเลยครับ แบบไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น แน่แหละ หลังจากที่ผมรู้ว่าผมมีเชื้อ HIV ตั้งแต่แรกผมไม่เคยกินยาหรือรักษาอะไรเลย แค่ดูแลตัวเองออกกำลังกายเท่านั้น และกินอาหารดีๆ คุมอาหาร คิดว่าน่าจะรอด และผมอายและไม่รู้จะไปปรึกษาใคร ได้แต่หาข้อมูลในเน็ตเป็นหลัก ดูแลตัวเองอย่างดี ที่ไหนได้ CD4 ไม่ถึง 150 ผมป่วยอยู่โรงพยาบาล นอนเป็นเดือนๆ จนดีขึ้น และต้องหัดเดินใหม่อย่างทรมานเพราะนอนติดเตียงเป็นเดือน (เรื่อง HIV ที่บ้านและแฟนผมเหรอ ไม่มีใครรู้ซักคน) เพราะคุณหมอให้สิทธิ์ผมว่าจะบอกหรือไม่ (คงเป็นเพราะเป็นโรงพยาบาลเอกชนมั้ง...ผมคิดเองนะ)  

หลังจากนั้นผมออกจากโรงพยาบาล มีชีวิตดีขึ้น รับยาต้านตามขั้นตอน โอเคเลย และทำให้ผมรักแฟนผมมากขึ้น เค้ามาดูแลผมทุกวัน พ่อแม่ยอมรับทั้ง 2 ฝ่าย แต่เราก็ไม่มีอะไรกันเลยหลังจากที่ผมรู้ผลตั้งแต่ครั้งแรก  ผมเลี่ยงตลอด จนมีอยู่วันนึงผมไปทำงานต่างจังหวัด แฟนผมบอกว่าไม่สบายแต่ไม่มาก  ผมก็เป็นห่วงมากแต่ติดงาน แฟนบอกว่าจะไปหาหมอเอง  ผมก็โอเค แค่โทรเช็คตลอดว่าเป็นไง บ้างกินข้าวกินยาหรือยัง?  3 วันแฟนผมบอกว่าไม่ดีขึ้นไข้ไม่ลด อยู่ดีๆ เค้าก็บอกว่า เค้าอยากตรวจเลือด ผมบอกว่าเอาซิ รอผมได้ไหม จะไปด้วย เค้าบอกว่าไม่เป็นไรไปเองได้ ผมก็โอเค ช่วงบ่ายๆ เค้าโทรมาระหว่างผมทำงานอยู่ เค้าร้องไห้ดังมากผ่านโทรศัพท์ที่โทรมาหาผม (เค้าบอกว่าเค้าติดเชื้อ HIV) ผมอึ้ง เพราะแฟนผมเค้ากล้าบอกความจริง...และไม่ปิดบังแบบผมที่ทำอยู่  ผมอายตัวเอง และสงสารแฟนมากๆๆๆ....    ผมปล่อยให้เค้าร้อง (ผมเป็นห่วงเค้ามากเพราะเวลานี้ควรที่จะอยู่ด้วยกัน) กลัวเค้าคิดสั้น แต่ผมติดงาน เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงผมก็เดินทางกลับไปหาเค้าแล้ว เพราะเป็นวันทำงานวันสุดท้าย ผมต้องทนรอเพราะติดประชุมคุยงานต่างจังหวัด ระหว่างที่คุยกันทางโทรศัพท์เค้าค่อยๆ ตั้งสติได้และเงียบลง ผมบอกเค้าว่า จำได้ไหมที่ผมเข้าโรงพยาบาล และที่คุณเฝ้าผมดูแลผม ตลอดระยะเวลาหลายๆ เดือน ผมไม่ได้เป็นเนื้องอกในสมอง เยื้อหุ้มสมองอักเสบ ปอดอักเสบ อย่างเดียวนะ ผมก็ติดเชื้อ HIV แบบที่คุณเป็นอยู่ ณ ตอนนี้ด้วย ผมบอกเค้า:  ขอบคุณนะ ผมรักคุณมาก คุณเก่งมาก กล้ามากที่บอกความจริงกับผม ทั้งๆ ที่ผมปิดคุณมาตลอด (ผมก็บอกเค้าว่า HIV  รักษาได้ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด หยุดร้องนะ ผมจะรีบกลับ) เราจะอยู่ด้วยกันดูแลกัน ผมจะอยู่ดูแลคุณเอง ระหว่างที่เราให้กำลังใจกันอยู่นั้น ผมมีความรู้สึกที่ดี และผมรักเค้ามากขึ้นมากๆ เค้าไม่โทษผมเลยไม่ถามหาสาเหตุในการที่เค้าตรวจ และติดเชื้อเจอแม้แต่คำเดียว ผมก็เช่นกัน

ผมเลือกคนที่ผมจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยไม่ผิดจริงๆ ครับ ถึงเราจะมีเชื้อ HIV เหมือนกัน ตอนนี้เรา 2 คนแข็งแรง ผลเลือดไม่มีเชื้อแล้วครับ ทำให้เรารักกันมากขึ้น รอวันที่ผลการรักษาให้หายขาดเกิดขึ้นจริงต่อไป ปีนี้คือ เราคบกันครบรอบ 10  ปีแล้วครับ และจะอยู่ด้วยกันตลอดไป


บทความนี้มาจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับ HIV กับ TestBKK ปี 2017 

หากคุณมีผลเลือดบวก คุณสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจการรักษาและบริการสนับสนุนอื่นๆที่จำเป็นในการดูแลสุขภาพได้ ที่นี่