ชีวิต เสี่ยงติดเชื้อ

มีคำพูดที่ว่าป้องกันไว้ก่อนดีกว่าไปรักษาทีหลัง แต่สำหรับ HIV ที่ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด การป้องกันเป็นสิ่งสำคัญต่อผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อ สำหรับคนที่อาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงโดยไม่ได้ป้องกันอย่างถูกวิธี ยาเป๊บ (PEP) หรือยาป้องกันหลังการสัมผัสเชื้อ (Post Exposure Prophylaxis) เป็นตัวช่วยในกรณีฉุกเฉินที่จะลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีได้ แต่ถ้าจะให้ชัวร์ก็ควรป้องกันให้ดีตั้งแต่แรกนะคะ

เราลองมาอ่านประสบการณ์ของเกย์คนหนึ่งที่เคยตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ และต้องรับยา PEP เป็นเวลาหนึ่งเดือน แม้จะเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ แต่ก็ทำให้เขาได้รับบทเรียนชีวิตในการป้องกันตัวเองให้ดีค่ะ


ผมเกิดในครอบครัวเคร่งศาสนาในเมืองนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกา บทเรียนเรื่อง “เพศศึกษา” ครั้งแรกของผมเกิดขึ้นตอนผมอายุ 13 ปี แม่ยื่นหนังสือการ์ตูนกายวิภาคให้ผมอ่าน ในหนังสือนั้นแม่สอดกระดาษโน้ตหลายแผ่นบอกความรู้สึกของแม่เอาไว้ พอถึงบทที่เกี่ยวกับการช่วยตัวเอง แม่เขียนว่า “พระเจ้าไม่ยอมรับเรื่องนี้” และในบทเกี่ยวกับเกย์ เขียนว่า “ห้ามเด็ดขาด”

พออายุ 18 ปี ผมต้องเรียนทุกอย่างด้วยตัวเอง และเมื่อปีก่อน ผม ซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอายุ 21 ปี ก็ได้รับบทเรียนที่ยากที่สุดในชีวิต

คืนหนึ่งในต้นปี 2012 ผมเจอทนายความหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง เราไปค้างคืนด้วยกัน พอวันต่อมาเขาก็โทรหาผมอีก เขาสูง หล่อ มีห้องเป็นของตัวเอง และเขาอยากเจอผมอีกใน 24 ชั่วโมงหลังคืนแรกของเราเนี่ยนะ!? เยี่ยม! รู้ตัวอีกทีผมก็มายืนอยู่หน้าห้องของเขาแล้ว ในห้องนั้นอุ่น มีหมอนตกอยู่ระเกะระกะ และมีเบียร์วางเรียงกันเป็นระเบียบข้างตู้เย็น ผมยิ้มให้หล่อที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ แล้วเขาก็พาผมเข้าไปข้างใน

“นั่งลงสิ” เขาพูด

โอ้ พระเจ้า ผมคิด

“ผมเพิ่งรู้ว่าผมนอนกับคนมีผลเลือดบวกมาเมื่อวานก่อนจะเจอคุณ เราไม่ปลอดภัยกันทั้งคู่ ผมไม่แน่ใจว่าผมติดเชื้อหรือเปล่า แต่ผมกำลังกินยาเป๊บ (PEP) คุณก็ควรกินด้วยนะ”

คำว่า “ติดเชื้อ” ล่องลอยไปมารอบตัวผมเหมือนวิญญาณหลอน ลางร้าย เหมือนลมหายใจที่ผมกลั้นเอาไว้ตลอดเวลา เขาวางยาสามเม็ดลงบนฝ่ามือผม มันเป็นยาสีขาวเม็ดใหญ่ รูปร่างต่างกัน แล้วเขาก็พูดว่า “กลืนมันซะ”

หลังจากนั้นผมก็ต้องกินยาป้องกันหลังการสัมผัสเชื้อเป็นเวลา 30 วัน ยานี้ต้องเริ่มกินภายในวันที่คิดว่าอาจได้รับเชื้อเพื่อป้องกันไวรัสแพร่กระจาย ผมยังต้องกินยาต้านเชื้อเหมือนคนที่มีผลเลือดบวกกิน ไม่รู้หรอกว่าผมติดเชื้อหรือยัง แต่ก็ต้องกินเพื่อกันไว้ก่อน

ตอนแปดโมงเช้าวันต่อมา ผมซึ่งแต่งตัวจะไปเรียน แบกกระเป๋า และกำลังต่อสู้กับตัวเองให้ทำตัวสงบ ก็เข้าแถวอยู่หน้าคลินิกสำหรับ LGBTและชายรักชายแห่งหนึ่งในแมนฮัตตัน ที่นี่มีบริการตรวจเชื้อเอชไอวีฟรี

ทุกวันนี้คุณซื้อเครื่องมือตรวจเอชไอวีไปใช้เองที่บ้านได้แล้ว แต่ตอนนั้นการตรวจมีแค่ 2 วิธี คือ แบบรวดเร็วหรือแบบแม่นยำ ตรวจแบบรวดเร็วทำโดยการเจาะเลือดที่ปลายนิ้วแล้วรอผลด้วยความทรมานไปอีก 20 นาที ส่วนการตรวจแบบแม่นยำจะต้องส่งตัวอย่างเลือดไปที่แล็บเพื่อหาไวรัสในกระแสเลือด ผมกังวลมากจนเลือกตรวจทั้งสองแบบ

ผลที่ออกมาคือ ผลเลือดเป็นลบ แต่นี่ยังไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากผมมีเซ็กส์โดยไม่ป้องกัน อาจจะยังตรวจไม่เจอไวรัสได้ ผมต้องตรวจเลือดอีกครั้งหลังจากที่กินยาครบหนึ่งเดือน หมอบอกว่าผลเลือดบวกไม่ใช่ตราประหารชีวิต แต่ผมเห็นจากร้านยาว่า ถ้าผลเลือดบวกจริง คงมีค่าใช้จ่ายอีกมหาศาลและต้องทุกข์ทรมานจากการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ด้วย

เมื่อเภสัชกรสั่งยาต้านเชื้อเอชไอวีสำหรับหนึ่งเดือนให้ ผมต้องขอตัวออกไปธนาคารเพื่อถอนเงินจากบัญชีเงินเก็บไปจ่าย ประกันชีวิตของนักศึกษาไม่ครอบคลุมยาต้านเชื้อ และผมก็ขอให้ครอบครัวช่วยไม่ได้เด็ดขาดด้วย ผมไม่อยากได้ยินคำว่า “บอกแล้วไง” ผมก็เลยจ่ายเงินประมาณ 500 ดอลล่าร์ (16300 บาท) สำหรับยาที่จะขจัดความหายนะในร่างกายเป็นเวลาหนึ่งเดือนนั้นไป

วันแรกที่กินยา ผมรู้สึกถึงผลข้างเคียงทันที ผมรู้สึกว่าตัวร้อนจนเนื้อใต้ผิวหนังเดือดปุด ตาแห้งยิ่งกว่าที่เคยแห้ง ปวดแปลบทั่วท้อง หลังจากนั้นไม่นานแค่ขยับตัวหรือกินข้าวก็เจ็บไปหมด รู้สึกหมดแรงไปทั้งเดือน ผิวที่ขาวอยู่แล้วก็ซีดจนเหมือนแวมไพร์ ผมไม่ได้บอกใคร ทั้งญาติมิตรหรือกระทั่งรูมเมทที่ผมกลัวว่าจะรังเกียจผม ผมรู้สึกละอายมาก

คนเดียวที่ผมคุยเรื่องนี้ด้วยคือผู้ชายที่แพร่เชื้อให้ผม เราส่งข้อความให้กำลังใจกัน เขาถามผมว่า “คุณเป็นยังไงบ้างวันนี้” แล้วผมก็ตอบว่า “โสดมาเป็นเดือนจนร่างกายประท้วงแล้ว คุณคิดว่าเป็นยังไงล่ะ” เขาคุยกับผมทั้งเดือน จนยาเม็ดสุดท้ายหมดลง

หลัง 30 วันนั้น กระบวนการป้องกันทั้งหมดจะสิ้นสุดลงเมื่อผมตรวจเลือดอีกครั้ง แล้วจะได้รู้กันว่าชะตาชีวิตผมจะพลิกผันไปยังไงบ้าง หมอบอกผมว่า “คุณก็ต้องใช้ชีวิตต่อไปอย่างที่คุณเป็น”

ผมไม่เคยรู้ว่าข่าวดีจะทำให้รู้สึกแย่ได้ขนาดนั้น  ผมยังคงโดดเดี่ยว ไม่มีใครให้กำลังใจ และตอนนี้ก็หลอนการมีเซ็กส์ไปแล้ว ผมเดินกลับบ้าน สองมือล้วงกระเป๋า รู้สึกเหมือนแก่ลงเป็น 10 ปี ผมโทษตัวเอง แต่เขาคนนั้นคงรู้สึกแย่กว่า ผมส่งข้อความหาเขาว่า “ผ่านแล้ว” เขาตอบกลับมาว่า “ใช่ เราทำได้” แล้วเราก็ไม่เคยคุยกันอีกเลย

 ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว ผมเริ่มออกกำลังกายอีกครั้ง ผมหยิบถุงยางอนามัยมาจากคลินิกชายรักชายและใส่ไว้ในขวดแก้วบนหัวเตียงเหมือนเป็นขนม มีวิธีมากมายที่เราเปลี่ยนตัวเองได้ หนึ่งปีให้หลังผมยังคงรับการตรวจเลือดเป็นประจำ และพยายามที่จะเลือกตัวเลือกในชีวิตให้ดีขึ้น ผมซ่อนความต้องการที่เคยมีแต่ผมไม่กล้าพอที่จะโยนมันทิ้งไป


คุณสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับดูแลสุขภาพทางเพศของคุณเองและคนที่คุณมีเซ็กด้วย และข้อมูลเกี่ยวกับ PEP ได้ ที่นี่

 

ที่มา:  Lobel, Isaac. “My Life, Post Exposure.” The Opinion Pages. The New York Times. Web. 10 July 2013.