ชีวิตดี๊ดีอะ

เคยได้ยินคำที่คนพูดกันบ่อย ๆ ว่า "ชีวิตแม่งพัง" แล้วเราก็เป็นคนหนึ่งที่เคยสงสัยในคำพูดนี้ "พังยังไง?" "อะไรคือชีวิตพัง?" จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้เข้าใจของความหมายของชีวิตพังกับตัวเอง บอกก่อนว่าเราเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยตรวจ HIV เลย วันนั้นคนที่คุยใน Hornet แนะนำบอกว่าให้เราลองไปตรวจดูบ้าง เราก็เลยขอคำแนะนำหลาย ๆ อย่างในการไปตรวจเลือดทั้งหมด จากนั้นก็เดินทางไปคลินิกนิรนาม เราเดินเข้าไปอย่างไม่คิดอะไร เพราะตอนนั้นคิดว่า ยังไงก็ไม่มีทางเป็นได้หรอก HIV

ทุกขั้นตอนในคลินิกนิรนาม ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรอเรียกชื่อ นั่งรอตรวจเลือด สำหรับเราก็ตื่นเต้นดี ก็มีลุ้น ๆ บ้าง แต่ตอนนั้นกลับรู้สึกสนุกมากกว่า จนกระทั่งถึงขั้นตอนสุดท้าย คือการบอกผลเลือด เราก็เดินยิ้ม ๆ เข้าไปหาหมอ หมอก็ทักทายยิ้มแย้ม หมอถามว่าเรามีโอกาสติดเชื้อเยอะมั้ย? พร้อมกับเปิดผลเลือดในคอมพิวเตอร์ เราก็บอกไปว่าน่าจะซัก 30% ครับ แล้วหมอก็พูดคำนึงออกมาว่า... “น้อง...ติดเชื้อนะคะ” วินาทีนั้น...“ชีวิตแม่งพัง...” เหมือนทุกอย่างมันพังลงมาหมด ร่างกายเหมือนไม่มีเรี่ยวแรง ...เราช็อคมาก และคิดว่าได้ยินผิดไป จึงถามหมออีกครั้งว่าจริงเหรอ...? หมอบอกว่า “จริงค่ะ...” ตอนนั้นเราอึ้งครับ เรางงมาก เราทำใจไม่ทัน เหมือนเรากำลังอยู่อีกโลกหนึ่ง โลกส่วนตัวของเราที่ตอนนี้ในหัวมีแต่คำถามมากมายเต็มไปหมด แต่คำถามที่เด่นที่สุดในหัวตอนนั้นคือ “กูจะทำยังไงดี?” หมอนัดให้เรามาอีกภายใน 3 วัน เพื่อมาฟังผล CD4 ตอนนั้นคือบอกกับตัวเองว่า “นี่กูฝันอยู่ใช่มั้ย?” มันเหมือนในหนังเลย แต่มันคือคำถามที่ผุดมาในตอนนั้นจริง ๆ ตลอดการเดินทางกลับหอพัก เรารู้สึกเหมือนเวลามันหยุดอยู่กับที่ เราได้ยินเสียงทุกอย่างอื้ออึงไปหมด ตอนนั้นเรายังแอบหวังว่า หมอคงพูดเล่น แล้ววันที่ 3 ที่มาหาหมออีกรอบ หมอคงบอกว่า  “หมอล้อเล่น แค่อยากให้เรารู้สึกกลัว และรู้จักป้องกันตัวเอง” เราแอบคิดแบบนี้ และก็มีอีกเสียงนึงในหัว “ใครจะมาล้อเล่นเรื่องแบบนี้วะ...” ความคิดนี้ตีกัน และสลับกันไปมาในหัว

พอถึงห้องที่หอพัก เราล้มตัวลงนอนบนที่นอน และใช่ครับ...เราร้องไห้ ตอนนั้นเรากลัวมาก เหงามาก และนึกอยู่เสมอว่าคงฝันไป ตื่นซะที ฝันห่าไรวะ...เหมือนจริงฉิบหาย ร้องไห้จนหลับไป แล้วก็ฝันร้าย ๆ แล้วก็ตื่นขึ้นมา แล้วก็เหมือนฉากในหนัง เราแกล้งทำเป็นงงว่า ทำไมเราถึงมาอยู่บนเตียงในชุดกางเกงยีนส์นี้ วินาทีนั้นเราบอกตัวเองว่า “ทำไมยังไม่ตื่นซะทีวะ” และเริ่มเหมือนจะจำได้ว่าเพิ่งไปตรวจเลือดมา และก็ลงมานั่งอยู่ข้างเตียง และร้องไห้เหมือนเดิม ขอพรจากฟ้า จากเทวดา อาม่าที่เสียไป ขอหมดทุกอย่างบนโลกใบนี้ ขอเพียงให้เรื่องนี้เป็นเรื่องล้อเล่น เรากลัว เราเหงา เราเหมือนคนบ้า และเริ่มชินกับบรรยากาศแบบนี้

จนเวลาผ่านไป 3 วัน ซึ่งเป็น 3 วันที่ยาวนานมากในชีวิต เราไปที่คลินิกนิรนามอีกครั้ง และไปโดยความหวังว่า “หมอคงล้อเล่น” พอไปถึง มันไม่ใช่หมอคนเดิม เราอยากเจอคนเดิม แล้วให้เขาพูดว่า “หมอล้อเล่น” ไม่ครับ... นี่ชีวิตจริง หมอคนใหม่ก็บอกเราว่า “CD4 ของเราเหลือไม่ถึง 200” ซึ่งมันเจ็บปวดมาก เราพยายามถามหมอว่าเราควรจะทำยังไง? สิ่งที่หมอแนะนำ เราก็ฟังแล้วพอสรุปได้ในตอนนั้น ว่ามันยังมีทางรักษา มียาให้กิน แต่ต้องกินให้ตรงเวลา และกินตลอดชีวิต แต่อีกไม่กี่ปีคงมียารักษาให้หายขาดได้ ไม่ต้องกลัว โรคนี้ไม่น่ากลัว เบาหวานน่ากลัวกว่าอีก วัณโรคน่ากลัวกว่าอีก ประมาณนี้ เราใจชื้นขึ้นเยอะ แต่ปราการต่อไปนี่สิ เรื่องมันไม่ได้จบแค่เราติดเชื้อ แล้วเรายอมรับมันได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีที่บ้าน พ่อ แม่ พี่ ป้า น้า อา ลุง และหลาน ๆ อีก เราต้องบอกเขา และปราการสุดท้ายแฟนของเราที่กำลังคบกันในตอนนี้ เราจะบอกเขายังไง? เขาจะรับได้มั้ย?

แต่รวบยอดเลยละกัน ว่าตอนนั้นชีวิตพัง ตอนนี้เหมือนเกิดใหม่ เรายังคบกับแฟนคนเดิม และรักกันมาก ที่บ้านก็รับได้ และเห็นว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ตอนนี้เรามีระเบียบกับตัวเอง และรอบคอบมากขึ้น ผลอันเนื่องมาจากการกินยาให้ตรงเวลาเป๊ะ ๆ บอกเลยว่าตอนนี้ “ชีวิตดี๊ดีอะ”


บทความนี้มาจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับ HIV กับ TestBKK ปี 2017 

หากคุณมีผลเลือดบวก คุณสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจการรักษาและบริการสนับสนุนอื่นๆที่จำเป็นในการดูแลสุขภาพได้ ที่นี่

(*บุคคลในภาพไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาใด ๆ ทั้งสิ้น)