10 สิ่งสำคัญที่จะทำให้อยู่กับ HIV ได้อย่างราบรื่น

เมื่อการเข้าถึงการรักษาและสถานพยาบาลเป็นไปได้โดยง่าย การอยู่ร่วมกับ HIV ไม่ใช่เพียงเพื่อการเอาชีวิตรอดแต่หมายถึงการใช้ชีวิตให้ดีและคุ้มค่าที่สุดแล้วจะทำอย่างไรให้สามารถถึงจะใช้ชีวิตอย่างมีควมสุขและสามารถดูแลสุขภาพไปได้ในเวลาเดียวกัน?

วันนี้เรามีคำแนะนำ 10 ประการที่จะสามารถพัฒนาคุณภาพและความคุ้มค่าในชีวิตในการอยู่ร่วมกับ HIV มาฝาก

1. รู้ความหมายของชีวิตตัวเอง

ทำอะไรก็ตามที่ทำให้คุณรู้สึกสนุก ตื่นเต้น ไม่ว่าจะเป็นการตามหาความสามารถพิเศษของตัวเอง ใช้เวลาเพื่อบริการคนอื่นๆ ซึ่งสิ่งเรานี้เป็นหนึ่งในหลายๆอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพจิต David Fawcett, Ph.D. แนะนำว่าสามารถสร้างความรู้สึกว่าเราสามารถควบคุมชีวิตได้และสามารถพัฒนาสุขภาพของคุณได้ ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ว่าจะเป็นวันแรกที่ได้ตรวจพบเชื้อหรือหลังจากนั้น ผู้ป่วยมักจะเริ่มคิดและตีความความหมายของตัวตนตัวเอง อาจมีความรู้สึกตระหนก,อายหรือเสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งการรู้ความหมายของชีวิตตัวเอง มีความสัมพันธ์กับการบรรเทาความเครียดซึ่งก็ส่งผลดีกับสุขภาพโดยรวมของคุณ

 

2.เลิกสูบบุหรี่

ถ้าคุณสูบบุหรี่ คุณน่าจะได้รับคำเตือนอย่างท่วมท้นว่าควรจะเลิก บางครั้งคุณอาจจะได้ลองพยายามเลิกแล้ว แต่อาจจะยังไม่สำเร็จ หรือเพียงแค่คิดว่าควรต้องรอเวลา หรืออาจจะคิดว่ามันไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรือยากที่จะเป็นไปได้ ในขณะที่คุณต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย หากคุณคิดได้แบบนี้ ไม่ใช่คุณคนเดียวบนโลกหรอกที่จะมีความรู้สึกแบบนี้ ราว 42% ของผู้ที่ติดเชื้อ HIV สูบบุหรี่ (ตามการศึกษาในปีพ.ศ. 2556) ซึ่งอัตราดังกล่าวสูงกว่าอัตราในกลุ่มประชาชนทั่วไปถึงกว่า 2 เท่า ซึ่งการเลิกบุหรี่ในกลุ่มคนที่ติดเชื้อ HIV ดูจะเป็นการยากกว่า แต่ถ้าคุณให้ความสำคัญกับสุขภาพของคุณ (ซึ่งก็น่าจะเป็นอย่างนั้นหากคุณอ่านบทความนี้อยู่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีขั้นตอนอะไรมากมายไปกว่าแค่ทิ้งบุหรี่ในมือคุณ หรืออาจจะปรึกษากับคุณหมอเจ้าของอาการในวิธีการเลิก ซึ่งกลุ่มคนที่มีเชื้อ HIV โดยปกติก็มีโอกาสสูงกว่ากลุ่มคนที่ติดเชื้อแต่ไม่ได้สูบบุหรี่ ในเรื่องของหัวใจวาย มะเร็งปอด และปอดอักเสบ

สำหรับ e-cigs (บุหรี่ไฟฟ้า) แม้อาจจะเป็นทางเลือกที่อันตรายน้อยกว่า แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นทางเลือกที่ดี

 

3.ขลุกตัวกับงาน

"หลังมาๆ นี้ไม่ได้มีโอกาสเขียนเกี่ยวกับ HIV เท่าไหร่ ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่อาจจะเป็นไปได้ว่า ยุ่งอยู่กับงาน แต่มันก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าไม่ได้มีเชื้อนั้นอยู่ด้วยแล้ว" Blogger Matthew Ebert ของ The Body เขียนไว้ในปีพ.ศ. 2558

การทำงานนั้นไม่ได้ดีเฉพาะกับสุขภาพทางการเงินของเรา งานบางงานช่วยให้ส่งเสริมจิตวิญญานของเรา ช่วยตามหาความหมายของชีวิต

ถึงแม้ว่าการทำงานและ HIV อาจจะดูเหมือนบริหารได้ยาก แต่ในสหรัฐอเมริกาการกีดกันหรือแบ่งแยกผู้ป่วย HIV เป็นสิ่งผิดกฎหมาย และมีหลายๆ ทางเลือกและความช่วยเหลือนานา ที่ช่วยเทรนและให้ความสนับสนุนผู้ที่ติดเชื้อ HIV ให้สามารถหาหรือแม้กระทั่งรักษางานของตัวเองไว้ได้

 

4.ทานอาหารที่มีประโยชน์ ปรับโภชนาการของตัวเอง

มันดูง่ายที่จะมองข้ามความสำคัญของอาหารเพราะเราก็อยู่กับมันทุกวัน การเลือกรับประทานอาหารประเภทที่ถูกต้องและปริมาณที่สมควรมีผลดีกับสุขภาพอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการควบคุมน้ำหนัก เพิ่มพลังงาน ภูมิคุ้มกันที่ดี ความยืดหยุ่นของอวัยวะ (กระดูก และ หัวใจ) และยังช่วยบรรเทาความแสบร้อนที่เกิดจาก HIV ได้อีกด้วย

ซึ่งหมอระดับแนวหน้าก็มีคำแนะนำทางโภชนาการเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้ติดเชื้อ ซึ่งการเลือกรับประทานอาหารสามารถช่วยให้ไม่ต้องรับประทานยาบางตัวเพื่อสู้กับ HIV ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้

 

"ผมมีความสุขมากที่สามารถบรรเทาสุขภาพของคนไข้ได้ โดยไม่ต้องสั่งยาเพิ่มเลย" Joanna Eveland, M.D.กล่าว

 

5.ระวังในการเลือกทานอาหารเสริม

การทานวิตามิน แร่ธาตุและอาหารเสริมต่างๆ ดูจะเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของคนบางกลุ่ม ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเป็นประโยชน์จริงๆ หากได้รับการสั่งจ่ายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในการรักษาอาการบางอย่างที่อาหารและการออกกำลังกายไม่สามารถชดเชยได้ อย่างไรก็ดีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน HIV ไม่แนะนำว่าการรับประทานสารอาหารต่างๆ ดังกล่าวจะดีไปซะหมดในทันที ควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อน ซึ่งการทานวิตามินหรืออาหารเสริมประเภทต่างๆ ที่ถูกวิธีและปริมาณมีผลดี แต่เราต้องมั่นใจก่อนว่าเราซื้อสารดังกล่าวจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และ การจ่ายเงินดังกล่าวจะต้องส่งผลที่ดีกับสุขภาพของคุณและคุ้มต่า

 

ซึ่งมีอาหารเสริมมากมายที่จะทำปฏิกิริยากับเชื้อ HIV ดังนั้นสมควรที่จะมีการพูดคุยและปรึกษากับทีมแพทย์ก่อนเสมอ โดยความเชื่อที่ว่าการทานแต่อาหารเสริมจะช่วยต้าน HIV นั้นไม่น่าจะเป็นวิธีที่ถูก แต่ในทางตรงกันข้ามการทานอาหารเสริมควบคู่กับการทานยา หรือ การรับการรักษา HIV เป็นสิ่งที่ทำควบคู่กันได้

 

6.ควบคุมความเครียด

บางทีก็รู้ว่าพูดง่ายแต่ทำได้ยาก ความเครียดเป็นความจริงของทุกๆ วัน ซึ่งบางครั้งความเครียดของผู้ที่มีเชื้อ HIV ก็ดูจะใหญ่หลวงกว่าของกลุ่มคนอื่นๆ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ว่าจะเครียดน้อยหรือมาก ก็มีผลกับอารมณ์และคุณภาพชีวิต ซึ่งผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าความเครียดเพิ่มจำนวนปริมาณเชื้อ HIV (viral load) และส่งผลเสียกับเซลล์ CD4 (เซลล์บ่งชี้ถึงความสามารถของภูมิคุ้มกันร่างกาย)

รักษาสุขภายใจ รู้จักรับมือกับความกระวนกระวาย ความหดหู่ ความเจ็บปวด และการต่อสู้ทางร่างกายหรืออารมณ์อื่นๆ  จะช่วยเรารับมือกับ HIV ได้ดีขึ้นและมีชีวิตที่สดใส โดยเริ่มจากขั้นตอนแรกคือ ต้องมองเห็นสัญญานของความเครียด หยุดมันให้ได้ หากต้องการกำลังใจและแรงบรรดาลใจ ลองอ่านบทความนี้เกี่ยวกับการจัดการกับความกระวนกระวายในผู้ที่มีเชื้อ HIV (Hyperlink: http://www.thebody.com/index/subtopic/stress.html)

 

7.เอาใจใส่สุขภาพโดยรวม

ทุกวันนี้เราได้ยินกันน้อยมากว่ามีผู้ป่วยที่เสียชีวิตจาก HIV (คือมีการติดเชื้อจาก AIDS) ซึ่งเมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อ HIV ส่วนมากจะมีอาการป่วยที่เหมือนกับกลุ่มคนทั่วๆ ไป เช่น มะเร็ง หัวใจ ความเสื่อมของอวัยวะ (ตับ ไต และหัวใจ) ในแนวนั้น

มีการโต้เถียงหลายประการว่า HIV ส่งผลอย่างไรกับปัญหาทางสุขภาพดังกล่าว (ซึ่งดูเหมือนอาการเจ็บแสบจะเป็นหนึ่งในปัจจัย) แต่น้อยคนที่จะสนใจว่าถ้าเราหมั่นเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างมีวินัยและสม่ำเสมอจะทำให้เราสามารถเห็นปัญหาทางสุขภาพแต่เนิ่นๆ และรักษาได้ทันท่วงที

 

มีคำแนะนำทางสุขภาพมากมาย เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ HIV โดยตรง สามารถอ่านได้ จากที่นี่

 

8.รักตัวเองก่อน

คนทุกคน ไม่เกี่ยวว่าจะมีเชื้อ HIV หรือไม่ สมควรจะได้รับความรัก และ การสนับสนุนจากความสัมพันธ์ต่างๆ ที่เรามี ความรุนแรงหรือความสัมพันธ์ที่ไม่ดีจะบั่นทอนคุณภาพชีวิตแต่ก็ยังมีคนกลัวว่าหากเลิกกับคู่ของตัวเองแล้วจะไม่มีใครต้องการเขาเหล่านั้น

ซึ่งการสนับสนุนจากความสัมพันธ์ที่เชื่อถือได้และไม่ตัดสินกันและกัน ไม่ว่าจะจากคู่รัก ครอบครัว หรือ กลุ่มคนที่มีปัญหาเดียวกัน จะช่วยให้คุณมีสุขภาพจิตใจที่ดีขึ้น แม้การจะตัดสินใจที่จะบอกใครสักคนหรือเมื่อไหร่คือเวลาที่สมควรที่จะบอกว่าคุณติดเชื้อ HIV อาจจะดูเหมือนการเดินผ่าสนามระเบิด แต่สุดท้ายมันเริ่มจากแค่การตามหาความกล้าในตัวคุณเอง

 

9.หลีกเลี่ยงและรักษาโรคที่ส่งผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์

HIV เป็นเชื้อที่สามารถส่งผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์ได้ อย่างที่ทราบกันอยู่ แต่ปัญหานี้ไม่ใช่ความกังวลของผู้ที่มี HIV-Positive กลุ่มคนที่มี Viral Load แต่ตรวจหาไม่ได้ก็มีความกังวลว่าจะได้รับเชื้อนั้นเช่นกัน

ซึ่งการเแพร่เชื้อที่ส่งผ่านทางเพศสัมพันธ์นั้นเห็นได้มากจากกลุ่มคนที่มี HIV (ซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นในกลุ่มชายรักชาย) ซึ่งสามารถตรวจแล้วรู้ผลและรับการรักษาได้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี ซึ่งหากปล่อยไว้นานอาจจะเป็นปัญหาได้เช่น HPV ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งในกลุ่มคนที่มีเชื้อ HIV-Positive

สามารถอ่านคำแนะนำเกี่ยวกับผู้มีเชื้อ HIV-Positive และการป้องกันเชื้อที่ส่งผ่านทางเพศสัมพันธ์นั้นได้จากที่นี่  ไม่ว่าคุณจะเป็นกลุ่มชายรักชาย ผู้หญิง หรือ เพศระหว่างกลาง

 

10.ระวังการดื่มสุราและการใช้ยา

อาการเสพติดและการติดเชื้อ HIV ดูจะมีความสัมพันธ์กันมานาน และการพยายามตัดความสัมพันธ์ดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นเรื่องหินอีกเรื่องที่ผู้ที่มีเชื้อ HIV จะต้องทำ ในเว็ปไซต์ TheBody.com มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการติดสิ่งเสพติด คำถามมากมายเกี่ยวกับเหล้า, ยาบ้าป๊อบเปอร์ และกัญชา

 

จริงๆ แล้วมีไม่กี่สิ่งทีจะลดชีวิต ทำให้คุณภาพและสุขภาพของผู้ติดเชื้อ HIV ได้มากเท่ากับการใช้สารเสพติดต่างๆ ซึ่งหากเลิกได้ก็จะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่กลับมาดีขึ้น สามารถอ่านหาข้อมูลได้เพิ่มเติมเรื่องการให้ความช่วยเหลือในการเลิกการเสพติด

การฉีดยาเข้าเส้นอย่างถูกวิธี

สำหรับกลุ่มชายรักชายที่ใช้ยาบ้า เว็ปไซต์ tweaker.org ให้ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการขอความช่วยเหลือและลดความอันตรายลง

บทความนี้ถูกโพสต์โดย thebody.com